วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2552

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกับผลกระทบต่อวัฒนธรรม

ใน นิธิ เอียวศรีวงศ์ (2538) ผ้าขาวม้า ผ้าซิ่น กางเกงใน และ ฯลฯ (หน้า 63-80). กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์มติชน.

ผลกระทบของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่เห็นได้ง่าย โดยเฉพาะในเขตเมืองและแหล่งท่องเที่ยวซึ่งมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนอยู่มาก

แบบอย่างทางวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยวมีผลต่อวัฒนธรรมของคนท้องถิ่นอย่างเห็นได้ชัด แต่วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ผูกพันกับวิถีชีวิต การลอกเลียนแบบอย่างทางวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยวโดยคนท้องถิ่นจึงเป็นการใช้วัฒนธรรมที่ไม่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นเอง

ความขัดแย้งกันของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่ลอกเลียนจากนักท่องเที่ยวเป็นปัญหากับคนท้องถิ่นและสังคมของคนท้องถิ่นอยู่มาก ดังเช่นห้องอาหารชั้นดีในโรงแรม คอฟฟี่ช็อป ฯลฯ นั้น ส่วนใหญ่แล้วก็อยู่ได้ในทางธุรกิจเพราะการอุดหนุนของคนท้องถิ่น แม้ว่าการสร้างและการจัดการจะอาศัยมาตรฐานที่สามารถรับนักท่องเที่ยวจากประเทศพัฒนาแล้วได้ก็ตาม แต่คนท้องถิ่นส่วนใหญ่ไม่ได้มั่งคั่งเช่นนั้น และไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้บริการที่แพงเช่นนั้นในวิถีชีวิตของตน หากทว่าการเลียนแบบวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยวทำให้จำเป็นต้องดิ้นรนเข้าไปใช้บริการราคาแพงของสถานที่เหล่านั้น ปัญหาอาชญากรรมทั้งในระดับท้องถนนและในสำนักงานของรัฐจึงคิดตามมาอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

แท้ที่จริงแล้วนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวชนิดที่ประเทศไทยได้ดำเนินมาเป็นเวลานานแล้วนี้ เรียกร้องให้มีสถานบริการเหล่านั้นอยู่ด้วย และโดยธรรมชาติของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแล้ว สถานบริการเหล่านั้นจำเป็นต้องมีคนท้องถิ่นเป็นฐานของลูกค้าเสมอ เพราะสภาพของการแข่งขันกันทางธุรกิจทำให้มีสถานบริการเช่นนั้นอยู่จำนวนมากเกินกว่าที่นักท่องเที่ยวจะสามารถซื้อบริการได้หมด การลอกเลียนแบบอย่างทางวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยวโดยคนท้องถิ่นจึงกลับเป็นผลดีต่อสถานบริการเหล่านั้น หากไม่มีแบบอย่างทางวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยวให้ลอกเลียน สถานบริการเหล่านั้นก็ไม่สามารถตั้งอยู่ได้เพราะขาดลูกค้า

การลอกเลียนวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยวจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของธุรกิจท่องเที่ยว คนท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องเคยสัมผัสกับนักท่องเที่ยวโดยตรง แต่การลอกเลียนก็อาจเกิดขึ้นได้ เพราะศิลปะและวัฒนธรรมที่ถูกส่งผ่านสื่อมวลชน, การจัดแสดงสินค้าหรือแฟชั่น, และการโฆษณาสินค้า จะช่วยตอกย้ำให้คนท้องถิ่นลอกเลียนแบบอย่างทางวัฒนธรรมของโลกที่พัฒนาแล้วอยู่ตลอดเวลา

นี่คือการปลูกฝังอุดมการณ์ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเลียนแบบทางวัฒนธรรมซึ่งไม่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตที่เป็นจริงของผู้คนในสังคมคืออุดมการณ์ที่นำไปสู่การพึ่งพา บ้านนอกพึ่งกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมนักท่องเที่ยว และกรุงเทพฯพึ่งพาต่างประเทศซึ่งเป็นผู้ส่งนักท่องเที่ยวเข้ามา และดังที่กล่าวแล้วว่า วัฒนธรรมพึ่งพาเหล่านี้ไม่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตย่อมไม่ตอบสนองความต้องการของชุมชนและสังคม และด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่อำนวยประโยชน์สุขแก่ชุมชนและสังคม

เราอาจกล่าวถึงการรับวัฒนธรรมพึ่งพาที่ไม่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตได้อีกมาก เช่น ดนตรีของวัยรุ่น, หญิงบริการ, โรงแรมราคาแพงลิบลิ่ว, การลดคุณค่าของงานหัตถกรรมพื้นบ้าน ฯลฯ ทั้งหมดเหล่านี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นผลมาจากนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบไทยทั้งสิ้น และก็ได้มีผู้กล่าวถึงผลกระทบของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต่อวัฒนธรรมในแง่นี้มามากแล้ว เพราะฉะนั้นในที่นี้จะไม่นำมากล่าวซ้ำอีก แต่จะพยายามวิเคราะห์ลักษณะความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น

เพราะที่จริงแล้วปัญหาเรื่องผลกระทบทางวัฒนธรรมของการท่องเที่ยวนี้เป็นเรื่องของการถ่ายเททางวัฒนธรรมระหว่างคนสองกลุ่มนั่นอง หากเราเข้าใจลักษณะความสัมพันธ์ของสองวัฒนธรรมนี้ได้อย่างดีแล้ว เราก็อาจจะสามารถจัดการท่องเที่ยวให้มีผลกระทบต่อวัฒนธรรมของคนในบ้านเราอย่างสร้างสรรค์ได้ เพราะแท้ที่จริงแล้ว ตัวอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไม่จำเป็นว่าจะต้องมีผลกระทบในทางลบต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นเสมอไป ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่นโยบายและยุทธศาสตร์การส่งเสริมการท่องเที่ยวต่างหาก

วัฒนธรรมและวิถีชีวิต

วัฒนธรรมคือแบบแผนของพฤติกรรม, ความเชื่อ, รสนิยม และค่านิยม นั่นหมายความว่าพฤติกรรมหลายต่อหลายอย่างของบุคคล, ความเชื่อ, รสนิยมและค่านิยมของบุคคลนั้น กระทำและดำรงอยู่ในแบบแผนอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ต่างคนต่างคิดกระทำขึ้นเองตามใจชอบทั้งหมด เช่น การลอยกระทงนั้น มีแบบแผนที่กำหนดไว้แน่นอนแล้วในเรื่องของเวลา, รูปแบบของกระทง, เครื่องประดับกระทง, การอธิษฐาน ฯลฯ หรือความนิยมว่าการร่ายรำของตัวนางในโขนต้องสำรวจอ่อนช้อยนั้นก็เป็นแบบแผนที่ทั้งผู้ชมและผู้รำมิได้คิดขึ้นเองล้วน ๆ แต่มีอยู่ในสำนึกของคนที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมไทยอยู่แล้ว แบบแผนเหล่านี้เป็นเครื่องมือของความสัมพันธ์ทางสังคม กล่าวคือเพราะคนเป็นสัตว์สังคม ความสัมพันธ์ระหว่างกันจึงเป็นสิ่งจำเป็น

แบบแผนของความสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคมจึงเกิดขึ้นเพื่อจรรโลงสังคมนั้นไว้แบบแผนของความสัมพันธ์ทางสังคมนี้ก็คือวัฒนธรรมนั่นเอง

ไม่จำเป็นว่าความสัมพันธ์ทางสังคมจะเกิดขึ้นได้เฉพาะเมื่อคนสองคนเผชิญหน้ากันเท่านั้น การที่มีผู้ส่งเงินไปช่วยเหลือทหารชายแดนโดยไม่เคยรู้จักทหารเหล่านั้นเลยสักคน ก็เพราะเขาสำนึกว่าเขาและทหารที่ชายแดนมีความสัมพันธ์กันเป็นพิเศษ เนื่องจากต่างเป็นสมาชิกของชาติเดียวกัน ความสำนึกในเรื่องชาติเป็นแบบแผนของความสัมพันธ์ทางสังคมที่สำคัญอย่างหนึ่งของโลกปัจจุบัน และนั่นก็คือความสำนึกในเรื่องชาติเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของโลกปัจจุบัน

แต่แบบแผนความสัมพันธ์ทางสังคมหรือวัฒนธรรมนั้นมิได้ดำรงอยู่ลอย ๆ หากสัมพันธ์อยู่กับวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมหนึ่ง ๆ อย่างแนบแน่น แบบแผนทางพฤติกรรมอย่างหนึ่งเป็นที่ยึดถือและปฏิบัติตามก็เพราะแบบแผนนั้นตอบสนองต่อความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างหนึ่ง ซึ่งเอื้ออำนวยต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมนั้น เช่น ประเพณี “เอาแรง” หรือ “ลงแขก” ก็เป็นวัฒนธรรมที่ตอบสนองต่อสังคมที่ขาดแคลนแรงงานเสรี, เศรษฐกิจเพื่อการยังชีพ และสังคมปิดที่ทุกคนต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อปากท้องถิ่นของคนอื่นทั้งชุมชน ประเพณีจึงตั้งอยู่ได้เพราะมีรากฐานอยู่กับวิถีชีวิตของชุมชนนั้น ๆ

เมื่อใดก็ตามที่วิถีชีวิตเช่นนั้นยุติลงหรือเปลี่ยนแปลงไป ประเพณีดังกล่าวก็จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตนั้นด้วย หรือมิฉะนั้นก็อาจจะต้องสลายไปจนสิ้นเชิง หากมีอำนาจใดที่พยายามทำให้ประเพณีนั้นดำรงอยู่โดยปราศจากรากฐานของวิถีชีวิตแล้ว ก็ยังแต่จะก่อให้เกิดเป็นภาระแก่ผู้ปฏิบัประเพณีนั้น ในขณะที่ประเพณีนั้นก็เหลืออยู่แต่รูปแบบที่ขาดวิญญาณ วัฒนธรรมใด ๆ ที่สร้างสรรค์และมความหมายต่อสังคมได้ จึงต้องเป็นวัฒนธรรมที่สัมพันธ์อยู่กับวิถีชีวิตของสังคมนั้น

สิ่งที่เราหมายกันว่าเป็นวัฒนธรรมไทยนั้น ที่จริงแล้วมีกำเนิดอยู่กับวิถีชีวิตสองชนิดด้วยกัน

วิถีชีวิตอย่างแรก คือวิถีชีวิตของกสิกรในเศรษฐกิจเพื่อการยังชีพอาศัยอยู่ในชุมชนที่ค่อนข้างเปิด กล่าวคือไม่ค่อยได้สัมพันธ์กับชุมชนอื่น ๆ กว้างขวางนัก

วิถีชีวิตอย่างที่สอง คือวิถีชีวิตอย่างที่สอง คือวิถีชีวิตของราชสำนัก ของเทวราชา ซึ่งเน้นความโอ่อ่าหรูและศักดิ์สิทธิ์ ได้รับการหล่อเลี้ยงจากกำลังแรงงานของชาวนาที่เป็นไร่และการผูกขาดการค้าต่างประเทศ

วิถีชีวิตทั้งสองอย่างนี้ได้ผันแปรไปเสียแล้ว นับเป็นเวลากว่าศตวรรษด้วยที่ความเปลี่ยนแปลงได้สั่นคลอนวิถีชีวิตดังกล่าว เหตุฉะนั้นวัฒนธรรมไทยจึงไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งกับที่ หากได้ผันแปรไปตามความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิต เฉกเช่นเดียวกับวัฒนธรรมของสังคมอื่น ๆ แต่ตราบเท่าที่ความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ทางสังคม วัฒนธรรมที่เปลี่ยนรูปโฉมไปนั้นก็ยังสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคน ทั้งนี้เพราะความเปลี่ยนแปลงเช่นนั้นเป็นการ “ปรับตัว” ของวัฒนธรรมให้เข้ากับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป เป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมเช่นนั้นคือ “ผู้บริโภค” ภายใน ซึ่งในที่สุดแล้วก็เป็นผู้กำกับทิศทางของความเปลี่ยนแปลงนั้นเอง ประเพณี, การละเล่น, งานฉลอง, เพลง, การแสดง ฯลฯ ของไทยที่ปรับเปลี่ยนไปตามวิถีชีวิตของคนไทยนั้น มี “ตลาด” คือคนไทยเองเป็นผู้ตัดสินในขั้นสุดท้ายว่าจะรับ ไม่รับรูปโฉมใหม่ของวัฒนธรรมนั้น เพลงที่คนไม่รับก็จะตายไปเอง งานฉลองที่ไม่สอดคล้องกับวิถีของคนไทยก็ไม่มีใครไปร่วมด้วย เป็นต้น

ประเด็นที่ต้องการชี้ให้เห็นในที่นี้คือ ตราบเท่าที่การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมเป็นไปโดยมุ่งไปยังเป้าหมายภายใน ได้แก่คนไทยด้วยกันแล้ว การแก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องก็ยังเกิดขึ้นได้เสมอ และจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขอยู่ตลอดไปด้วย จนกว่าจะเกิดแบบแผนทางวัฒนธรรมที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตหรือความสัมพันธ์ทางสังคมของไทยที่ผันแปรไปเรื่อย ๆ วัฒนธรรมเช่นนั้นจึงมีพลังและมีความหมายต่อชีวิตของผู้คนในเมืองไทย

ในระยะประมาณ ๑ ศตวรรษที่ผ่านมานี้ เราได้เห็นการสุ่มเสี่ยง, การทดลอง, ความสำเร็จและความล้มเหลวของการปรับเปลี่ยนแบบแผนทางวัฒนธรรมไทยด้านต่างๆ เสมอมา หากจะหยิบยกศิลปะการแสดงของไทยมาเป็นตัวอย่างก็จะเห็นได้ชัด

นับตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์แล้วที่เศรษฐกิจของคนในเมืองไทยเริ่มเปลี่ยนแปลง กล่าวคือส่วนของเศรษฐกิจแบบเงินตราเริ่มเข้ามาพ้องพานกับวิถีชีวิตของคนในเขตเมืองมากขึ้น การแสดงของไทยก็เริ่มปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของคนที่เริ่มมีวิถีชีวิตในเศรษฐกิจแบบเงินตรามากขึ้น เช่น คณะละครหรือการแสดงมหรสพอื่นๆ เป็นอาชีพเริ่มเกิดขึ้นนอกออกไปจากฤดูว่างทำนา เสภาอาจมีการขับกันมาแต่โบราณ แต่ก็ยังไม่มีศิลปินที่ขับเสภาเป็นอาชีพโดยตัดขาดจากอาชีพเกษตรกรรมอย่างเด็ดขาด ประมาณต้นรัตนโกสินทร์นี้เองที่เริ่มมีครูเสภาที่ยังชีพด้วยการแสดงและการด้นกลอนเสภาครูให้ลอกเลียนแต่เพียงอย่างเดียว เช่นเดียวกับคณะละครซึ่งเฟื่องฟูขึ้นด้วยอาชีพรับจ้างงานหา (รับจ้างแสดง)

หลังการเปิดประเทศด้วยสนธิสัญญาเบาริง จะพบพัฒนาการที่เข้มข้นขึ้นของการแสดงไทย นับตั้งแต่เกิดรูปแบบใหม่ๆ ที่รับและปรับปรุงมาจากต่างประเทศ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนการแสดงให้ต้องรสนิยมของคนในเมืองซึ่งมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปละครดึกดำบรรพ์, ลิเก, ละครร้อง, จำอวด, ลำตัด ฯลฯ เกิดขึ้นและเป็นที่นิยมของผู้คนในเขตเมือง บางครั้งก็แพร่ออกไปสู่ชนบทมีการปรับเปลี่ยนการแสดงเหล่านี้เพื่อรักษาความนิยมของผู้คนในเมืองไทยซึ่งเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เมื่อเทคนิควิทยาอย่างใหม่แพร่หลายเข้ามา ก็มีการรับเอาเทคนิควิทยาเหล่านี้เข้ามาใช้อย่างมีชีวิตชีวา เราจึงได้เห็นพัฒนาการของลิเกทั้งในเครื่องแต่งกาย, ฉาก, กระบวนรำ ฯลฯ การเกิดขึ้นของเพลงลูกทุ่ง, ภาพยนตร์ไทย, คณะตลกในโทรทัศน์และในคณะเพลงลูกทุ่ง ฯลฯ ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเป็นศิลปะการแสดงที่มีพลังและมีชีวิตชีวา เพราะสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของสังคมไทยอยู่ได้ ส่วนที่ปรับเปลี่ยนไม่ทันหรือไม่ได้ก็ต้องตายไปเอง เช่น ละครดึกดำบรรพ์, ละครร้อง ฯลฯ ได้ตายไปแล้ว และลิเกกำลังตายลง

เราแต่ละคนจะชอบหรือไม่ชอบการแสดงไทยเหล่านี้ ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ปฏิเสธได้ยากว่าการแสดงที่มุ่งไปยัง “ตลาด” ภายในคือคนไทยด้วยกันองเหล่านี้ มีชีวิตวิญญาณที่ทรงพลัง เพราะสามารถปรับเปลี่ยนตนเองได้คล่องแคล่ว หมอลำและหนังตะลุไม่เคยหยุดนิ่งกับที่ มีการทดลองปรับเปลี่ยนเพื่อรักษาความนิยมของผู้คนตลอดมา และแน่นอนว่ามีการทดลองที่ประสบความสำเร็จและมีการทดลองที่ประสบความล้มเหลว สำเร็จก็คือได้รับความนิยมและสามารถรับจ้างได้รายได้งาน ล้มเหลวก็เพราะไม่เป็นที่นิยมและต้องเลิกคณะหรือเปลี่ยนการแสดงเสียใหม่

เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าชีวิตวิญญาณที่ทรงพลังของศิลปะการแสดงไทยนั้นเกิดขึ้นจากการที่ศิลปะการแสดงเหล่านี้ตกอยู่ภายใต้การกำกับของผู้คนในเมืองไทย ซึ่งเป็น “ลูกค้า” ของศิลปะเหล่านี้การปรับเปลี่ยนทั้งหมดก็มุ่งไปสู่การตอบสนอง “ตลาด” ภายในคือมหาชนชาวไทย และขึ้นชื่อว่าวัฒนธรรมไทยแล้ว เราจะลืมไม่ได้เป็นอันขาดว่าย่อมมีรากฐานอยู่ที่มหาชนชาวไทย

การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย โดยมุ่งไปยัง “ตลาด” ภายนอกได้แก่นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้มีวิถีชีวิตเดียวกับไทย คือการทำลายชีวิตวิญญาณที่ทรงพลังของวัฒนธรรมไทยนั่นเอง

ด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่ประหลาดที่จะพบว่า ศิลปะการแสดงของไทยที่ยังมีชีวิตวิญญาณในการปรับเปลี่ยนตัวเองอยู่ได้ คือศิลปะการแสดงที่มุ่งไปยังตลาดภายในคือคนไทยด้วยกันเอง เช่น ภาพยนตร์ไทย ในระยะ ๕-๖ ปีที่ผ่านมานี้ เราได้พบความพยายามของคนในวงการภาพยนตร์ไทยในอันที่จะแหกออกมาจากวัฏจักรของน้ำเน่า(ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ล้ำลึกหรือไม่ก็ตาม) อย่างเต็มที่ และส่วนหนึ่งก็เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านี้ประสบความสำเร็จ แต่ความสำเร็จนั้นก็เกิดขึ้นได้เพราะวิถีชีวิตของคนดูหนังไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงไป อันเป็นเหตุให้เขาไม่รู้สึกชื่นชมกับ “น้ำเน่า” ในหนังไทยได้ต่อไป เพราะฉะนั้นภาพยนตร์ไทยจึงยังเป็นศิลปะการแสดงที่มีชีวิตชีวา ไม่ใช่ศิลปะที่ขาดลมหายใจไปแล้ว เพราะสามารถปรับเปลี่ยนตนเองอย่างมีพลังให้เข้ากับวิถีชีวิตของคนไทยอยู่ได้เช่นเดียวกับเพลงลูกทุ่ง, หมอลำ และละครทีวีของไทย

เปรียบเทียบศิลปะการแสดงของไทยที่ไม่ได้รับการกำกับจากมหาชนชาวไทยเหลือรอดอยู่ได้ด้วยการอุปถันภ์ของรัฐบาลและหน่วยงานราชการ และนำออกเร่ขายนักท่องเที่ยวอยู่ตามโรงแรมและงานแห่ของราชการ ศิลปะการแสดงเหล่านั้นขาดชีวิตวิญญาณที่มีพลังเพียงพอจะปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคมไทยได้อีกแล้ว จึงขาดจิตใจของตนเองที่จะดำรงอยู่อย่างไทเพราะตกอยู่ภายใต้การกำกับของรสนิยมนักท่องเที่ยวที่ไม่มีรากเหง้าอยู่ในวัฒนธรรมไทย

หากเรายกศิลปะการแสดงเหล่านั้นว่าเป็นวัฒนธรรมประจำชาติก็น่าเสียดายที่วัฒนธรรมประจำชาติของเราต้องอาศัยลมหายใจที่เป็นดอลลาร์อเมริกันและเยนญี่ปุ่น จึงเป็นธรรมดาที่ไม่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนไทยอีกต่อไป

เราอาจสรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับวัฒนธรรมได้ว่า ชีวิตวิญญาณอันมีพลังของวัฒนธรรมนั้นขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของวัฒนธรรมกับวิถีชีวิตของผู้คนในสังคม และเพราะวิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ วัฒนธรรมจึงต้องปรับเปลี่ยนตัวเองไปเรื่อย ๆ เช่นกัน แต่การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมโดยยังรักษาชีวิตวิญญาณที่มีพลังอยู่ได้นั้น ต้องกระทำโดยมุ่งจะให้มหาชนชาวไทยเป็นผู้กำกับการปรับเปลี่ยน ต้องปล่อยให้มีการทดลองอย่างค่อนข้างเป็นอิสรเสรี เพราะเป็นทางเดียวที่มหาชนชาวไทยจะมีโอกาสเลือกสรรได้อย่างอิสระเสรี

ความเติบโตของวัฒนธรรมของชาติจึงไม่เกี่ยวอะไรเลยกับความนิยมของคนภายนอกโดยเฉพาะนักท่องเที่ยว การส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทยย่อยมต้องมีเป้าหมายหลักคือมหาชนชาวไทย ความสนใจของนักท่องเที่ยวเป็นไปได้อย่างมากก็แค่ผลพลอยได้เท่านั้น การกลับให้เป้าหมายหลักกลายเป็นผลพลอยได้ และให้ผลพลอยได้กลายเป็นเป้าหมายหลัก ย่อมเป็นการฆ่าวัฒนธรรมให้ขาดจากชีวิตวิญญาณที่มีพลัง

วัฒนธรรมนักท่องเที่ยว: วัฒนธรรมกระฎุมพีที่ขาดความรับผิดชอบ

การท่องเที่ยวเป็นวัฒนธรรมที่เพิ่งเกิดไม่นานนี้ทั้งในตะวันตกและในประเทศไทย ในยุโรปการท่องเที่ยวเริ่มขึ้นในปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ และเฟื่องฟูนับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมา ก่อนหน้านั้นมีการเดินทางเพื่อการค้าขาย เพื่อจาริกแสวงบุญ เพื่อการผจญภัยหรือทำสงคราม แต่ไม่มีการเดินทางเพื่อการเดินทางเหมือนการท่องเที่ยวที่เรารู้จักในปัจจุบัน

การท่องที่ยวในยุโรปเป็นผลผลิตของวัฒนธรรมกระฎุมพีโดยแท้ คนในเมืองซึ่งได้ย่างเข้าสู่ระบบการผลิตแบบทุนนิยมแล้วรู้สึกเบื่อหน่ายต่อชีวิตการงานประจำ, ความจอแจของเมือง, ความซ้ำซากของชีวิต จึงต้องการปลีกตัวออกไปจากสภาพชีวิตเช่นนั้นเป็นการชั่วคราว สิ่งที่นักท่องเที่ยวเรียกร้องในการประกอบ “พิธีกรรม” การท่องเที่ยวของตนก็คือโอกาสที่จะได้ผจญภัย นั่นก็คือการได้ใช้ชีวิตที่ไม่มีแบบแผนกำหนดตายตัวดังที่เคยชินในธุรกิจสมัยใหม่หรือโรงงานอุตสาหกรรม แต่ก็ไม่ใช่การผจญภัยดังนักเผชิญโชคที่เดินทางเร่ร่อนแสวงโชคในสมัยโบราณ เป็นการผจญภัยปลอม ๆ เพื่อให้ผิดจากชีวิตที่คาดได้ทุกเวลานาทีของโลกอุตสาหกรรมเท่านั้น

นักท่องเที่ยวต้องการเสรีภาพ คือเสรีภาพที่จะไม่ต้องทำอะไรตามกฎเกณฑ์ในสังคมของตนเองหรือในระบบการทำงานของตนเอง ความรู้สึกว่าหลุดออกจากข้อบังคับที่กดดันชีวิตตัวทุกวันนั้นได้มาจากการไปให้ไกลเสียจากงานและชีวิตของคน และเพราะการท่องเที่ยวเฟื่องฟูในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ รสนิยมและค่านิยมโรแมนติกจึงครอบงำวัฒนธรรมท่องเที่ยวค่อนข้างสูง การท่องเที่ยวคือการแสวงหาชนบทที่สะอาดบริสุทธิ์ หรือขนบประเพณีที่ไม่เหมือนกับของตน ได้ย่างกรายเข้าไปในอดีตที่ห่างไกลตัวหรือวัฒนธรรมที่ห่างไกลตัว

การผจญภัยปลอม ๆ, เสรีภาพปลอม, และโรแมนติกปลอม ๆ เหล่านี้ยังเป็นอุดมคติของวัฒนธรรมท่องเที่ยวสืบมาจนถึงปัจจุบัน

เหตุที่เรียกว่าปลอม ก็เพราะนักท่องเที่ยวไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านั้นจริง ๆ ท่ามกลางความต้องการผจญภัย นักท่องเที่ยวต้องการความปลอดภัยและความสะดวกสบายจนเกือบเหมือนอยู่บ้านของตนเอง นักเดินทางในสมัยกลางออกจากบ้านเพื่อพเนจรแสวงโชคด้วยห่อผ้าเล็กนิดเดียว แต่ผู้ดีวิกตอเรียนของอังกฤษหรือเจ้าหญิงรัสเซียไปพักร้อนด้วยการขนสมบัติติดตัวไปกับรถม้าต่างหากอีกคันหนึ่ง

ส่วนเสรีภาพที่นักท่องเที่ยวต้องการนั้นจอมปลอมอย่างเห็นได้ชัด ตั๋วเดินทางเที่ยวกลับในกระเป๋าของนักท่องเที่ยวทุกคนฟ้องอยู่แล้วว่าเขาไม่ได้ต้องการหลุดพ้นจากพันธนาการที่ผูกพันชีวิตของเขาไว้อยู่แล้ว ค่านิยมโรแมนติกที่นักท่องเที่ยวยึดถือก็ฉาบฉวยเกินกว่าจะถือเป็นเรื่องจริงจังได้ แนวคิดของโรแมนติกก็คือความพยายามจะเข้าใจวัฒนธรรมที่แตกต่างจากของตนด้วยความชื่นชม นักท่องเที่ยวเพียงแต่ต้องการเห็นสิ่งแปลก ๆ และสิ่งทั้งหลายนั้นมันแปลกอยู่ได้ก็เพราะเราดูมันจากจุดยืนของเราเอง อย่างไรก็ตาม เวลาจำนวนน้อยที่นักท่องเที่ยวให้แก่สังคมไปเยี่ยมเยือนก็ฟ้องให้เห็นอยู่แล้วว่าความต้องการจะเข้าใจวัฒนธรรมของท้องถิ่นจากแง่มุมของเจ้าของวัฒนธรรมนั้นไม่มีอยู่จริงในหมู่นักท่องเที่ยว

แม้ว่าการท่องเที่ยวจะเฟื่องฟูขึ้นยุโรป แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการไปท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้สะดวก เพราะการท่องเที่ยวไปไกลนั้นต้องสิ้นเปลืองมากเกินกว่าคนทั่วไปจะทำได้ ยิ่งการท่องเที่ยวในประเทศโลกที่สามซึ่งอยู่ห่างไกลจากยุโรปตะวันตกและสหรัฐด้วยแล้ว ก็ยิ่งต้องใช้ทุนจำนวนมากขึ้นไปอีก ด้วยเหตุของการเลือกสรรตามธรรมชาติเช่นนี้ นักท่องเที่ยวที่เราพบเห็นจึงเป็นพวกที่มีฐานะเศรษฐกิจค่อนข้างดีเป็นส่วนใหญ่ และดังที่ได้กล่าวแล้วว่าความเติบโตทางเศรษฐกิจของพวกกระฎุมพีทำให้กระฎุมพีสร้างวัฒนธรรมท่องเที่ยวเป็นของตนขึ้นได้

ในประเทศไทยก็เช่นกัน วัฒนธรรมท่องเที่ยวเริ่มขึ้นในราชสำนักก่อนเมื่อรัชกาลที่ ๔ และแพร่หลายเฉพาะในหมู่เจ้านายและชนชั้นสูงอยู่นาน กว่าจะค่อย ๆ ขยายตัวลงมาถึงกระฎุมพีน้อยในสมัยหลังซึ่งมีเงินเหลือพอจะรับวัฒนธรรมท่องเที่ยวของชนชั้นสูงมาใช้ได้

เพราะฉะนั้นในกรณีที่วัฒนธรรมการท่องเที่ยวของกระฎุมพีต้องเผชิญกับวัฒนธรรมท้องถิ่นของประชาชน โดยเฉพาะวัฒนธรรมท้องถิ่นของประเทศในโลกที่สามซึ่งยังไม่พัฒนาทางเศรษฐกิจไปมากนักนั้น จึงไม่มีปัญหาว่าการเผชิญกันของสองวัฒนธรรมนี้เป็นการเผชิญกันอย่างไม่เท่าเทียมกัน เพราะวัฒนธรรมท่องเที่ยวเป็นวัฒนธรรมที่มีกำลังทรัพย์หนุนหลังอย่างมหาศาล สัมพันธ์อยู่กับวัฒนธรรมกระฎุมพีที่ครอบงำสังคมอยู่ในปัจจุบัน จึงได้รับการโฆษณาอุดมการณ์ผ่านสื่อมวลชนทั้งของรัฐบาลและเอกชนอย่างเข้มข้น โอกาสที่วัฒนธรรมท้องถิ่น (ซึ่งในกรณีประเทศไทยมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมของสังคมกสิกรรมเพื่อการยังชีพ) จะรอดพ้นจากการถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมท่องเที่ยวจึงแทบจะเกิดขึ้นไม่ได้ ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อนักท่องเที่ยวต้องการ “ผจญภัย” ทางเพศ กำลังเงินของเขาสามารถหักล้างค่านิยมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเพศของไทยไปได้โดยง่าย

การปรับเปลี่ยนตัวเองของวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ต้องเผชิญหน้ากับวัฒนธรรมท่องเที่ยวอย่างเข้มข้น จึงเป็นไปเพื่อรับใช้วัฒนธรรมการท่องเที่ยว และยิ่งนับวันจะไม่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตสังคมมากขึ้นเพียงนั้น แต่นักท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของตนซึ่งกำกับการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมท้องถิ่นท้องถิ่นก็ไม่ต้องรับผิดชอบต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น แหล่งท่องเที่ยวเป็นเพียงโลกสมมติของเขาซึ่งอำนวยเสรีภาพจอมปลอม, การผจญภัยจอมปลอม และโรแมนติกจอมปลอมให้เป็นการชั่วคราวเท่านั้น ชีวิตจริงของเขาผูกพันอยู่กับวัฒนธรรมในบ้านเมืองของเขา

เสรีภาพจอมปลอม, การผจญภัยจอมปลอม และโรแมนติกจอมปลอมนั้น เพื่อจะได้มาต้องซื้อหาด้วยราคาแพง แต่ความสิ้นเปลืองนี้ไม่ใช่อยู่ที่ผู้ซื้อฝ่ายเดียว ผู้ขายสินค้าจอมปลอมเหล่านี้ก็ต้องสิ้นเปลืองในการผลิตอยู่มากเหมือนกัน การผจญภัยอย่างปลอดภัยที่นักท่องเที่ยวเรียกร้องนั้นเป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นโดยขาดรากฐานทางวัฒนธรรมรองรับทั้งสิ้น

อันที่จริงแล้วความปลอดภัยที่เราได้รับในสังคมของเราเองนั้น ส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่ตำรวจหรือกระบวนการยุติธรรมเป็นผู้อำนวยให้ แต่เพราะเราคุ้นเคยอยู่ในวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของเราเองอยู่มากต่างหาก เช่น เรารู้สึกว่าสถานการณ์ใดควรหลบ สถานการณ์ใดควรหลีก เดินในสวนยางอย่างไรจึงจะไม่ถูกงูกะปะขบ ฯลฯ แต่นักท่องเที่ยวผู้ไม่มีความสัมพันธ์แต่อย่างไรกับระบบวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของท้องถิ่น จะได้ความปลอดภัยมาก็ต้องลงทุนให้มาก นับตั้งแต่การตั้งตำรวจท่องเที่ยว การโฆษณาทางโทรทัศน์ การสร้างรั้วไว้ให้ความปลอดภัยในการอาบแดด ฯลฯ แม้แต่ความสนุกของนักท่องเที่ยวก็ต้องสิ้นเปลืองอย่างมากจึงจะสามารถหยิบยื่นให้แก่คนเหล่านี้ได้ นับตั้งแต่ต้องแปลภาษาให้เข้าใจไปจนถึงการทุ่มเทในด้านสีแสงเสียงให้ตระการตา

ราคาความสิ้นเปลืองทางวัฒนธรรมเพื่อให้สิ่งจอมปลอมทั้งสามแก่นักท่องเที่ยวนั้นมโหฬารและน่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะในที่สุดแล้วก็คือการดัดแปลงวัฒนธรรมเพื่ออำนวยสิ่งจอมปลอมนั้นโดยยอมทำลายคุณค่าเดิมของวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตนั่นเอง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือประเพณีสงกรานต์ในแหล่งท่องเที่ยว เช่น เชียงใหม่ การสาดน้ำประเพณีสงกรานต์เป็นการสมานไมตรีของชุมชน ซึ่งสร้างความสำนึกในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของชุมชนนั้น คนนอกจึงไม่มีที่ของคนในการเล่นสงกรานต์ของชุมชน แต่หากการเล่นสงกรานต์ถูกจัดเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นคนนอกเป็นประเด็นหลักเสียแล้ว สงกรานต์ก็คือเวลาแห่งเสรีภาพจอมปลอมที่ใคร ๆ จะใช้อะไรสาดกันก็ได้ ลวนลามหญิงอย่างไรก็ได้ ขายน้ำและแย่งน้ำกันอย่างไรก็ได้

ความปรารถนาดีต่อกันและกันในชุมชนไม่มีที่ในประเพณีสงกรานต์อีกต่อไป

วัฒนธรรมไทยในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

ความสำนึกในความขัดแย้งของวัฒนธรรมท้องถิ่นและวัฒนธรรมการท่องเที่ยว ตลอดจนความสำนึกในการเสียเปรียบของวัฒนธรรมท้องถิ่นซึ่งต้องเผชิญกับอำนาจเงินของวัฒนธรรมคนรวยที่เป็นนักท่องเที่ยว น่าจะเป็นเครื่องเตือนสติให้เราได้พิทักษ์วัฒนธรรมไทยในยามที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวกันขนานใหญ่นี้

การพิทักษ์ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าพิทักษ์ปกป้องมิให้เกิดการปรับเปลี่ยนในวัฒนธรรมไทย แต่เป็นการพิทักษ์ให้การปรับเปลี่ยนในวัฒนธรรมไทย แต่เป็นการพิทักษ์ให้การปรับเปลี่ยนนั้นเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องและสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของมหาชนชาวไทย ไม่ใช่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของมหาชนชาวไทย ไม่ใช่สัมพันธ์กับนักท่องเที่ยวของคนต่างวัฒนธรรมและสังคม

แต่สิ่งที่เราพบเห็นอยู่เป็นประจำก็คือ การผลักดันให้วัฒนธรรมไทยกลายเป็นสินค้าของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขประเพณี, งานฉลอง, ศิลปะ, หรือแบบแผนความสัมพันธ์ทางสังคมเพื่อให้เป็นที่ถูกใจของนักท่องเที่ยว โดยไม่นำพาว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะพรากวัฒนธรรมออกไปจากวิถีชีวิตของชาวไทยหรือไม่ ดังที่คุณคำหมาน คนไคเคยตั้งข้อสังเกตว่าการแห่เซิ้งบั้งไฟในหน้าหนาวกลางกรุงเป็นสิ่งที่น่าขนแก่วิถีชีวิตของชาวอีสาน แน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้ย่อมทำให้ประเพณีการแห่เซิ้งบั้งไฟไม่มีวิญญาณหรือความหมายที่สัมพันธ์กับเจ้าของวัฒนธรรมเลย

วัฒนธรรมที่ถูกปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตจอมปลอมชั่วคราวของนักท่องเที่ยว ย่อมขาดชีวิตวิญญาณของตนเอง และย่อมไม่มีพลังที่จะจรรโลงสังคมในทางหนึ่งทางใด นอกจากการเปิดโอกาสให้คนหยิบมือหนึ่งได้กอบโกยเงินจากนักท่องเที่ยวเท่านั้น

แม้กล่าวแล้วว่า โดยธรรมชาติแล้ววัฒนธรรมการท่องเที่ยวย่อมเป็นอริและให้ผลในทางลบแก่วัฒนธรรมท้องถิ่น แต่หลังจากที่ได้ลงทุนลงแรงเกี่ยวกับการเปิดประเทศแก่การท่องเที่ยวอย่างขนานใหญ่มาหลายปี คงไม่มีแรงอันใดที่จะขัดขวางมิให้นักท่องเที่ยวไหลเอ่อท่วมท้นบ้านเมืองได้อีกแล้ว นอกจากนี้ก็ไม่จำเป็นด้วยว่าเราต้องจำนนต่อผลในทางลบของวัฒนธรรมการท่องเที่ยวไปจนหมดตัวด้วยความมีสติและสำนึกอันถูกต้องเกี่ยวกับวัฒนธรรมเช่นนี้ เราจะสามารถรักษาพลังที่มีชีวิตชีวาในวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่ต่อไปได้ด้วยยุทธศาสตร์และนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกชนิดหนึ่ง

สิ่งสำคัญที่สุดต้องเริ่มที่การไม่อายความเป็นตัวของเราเอง

มาตรฐานทางวัฒนธรรมนั้นไม่ใช่สิ่งที่สังคมหนึ่งจะหยิบยืมจากอีกสังคมหนึ่งได้ง่าย ๆ เพราะฉะนั้นเราต้องตัดสินคุณค่าของวัฒนธรรมไทยด้วยมาตรฐานไทยอันเป็นมาตรฐานที่เกิดขึ้นโดยสัมพันธ์กับวิถีชีวิตหรือความสัมพันธ์ทางสังคมของไทย และด้วยเหตุดังนั้นจึงย่อมแตกต่างจากมาตรฐานทางวัฒนธรรมของสังคมมั่งคั่งที่ส่งนักท่องเที่ยวมายังเมืองเรา เหตุฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องอับอายที่เมืองของไทยเต็มไปด้วยแม่ค้าหาบเร่ เพราะแม่ค้าหาบเร่สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจของไทยอยู่มาก ปัญหาที่เกิดจากแม่ค้าหาบเร่ในนครใหญ่นั้นแก้ไขได้ แต่ไม่ใช่แก้ด้วยการขจัดแม่ค้าหาบเร่ออกไปจากเมือง

ความไม่อายต่อการเป็นตัวของตัวเองจะช่วยให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแบบไทย เช่น ที่พักนักเดินทางแบบไทย คือการขออาศัยผู้อื่น การรับแขกแบบไทยจะก่อให้เกิดที่พักของนักท่องเที่ยวชนิดที่เจ้าบ้านแบ่งบ้านให้แขกพักอาศัย ร่วมกินอาหารและร่วมใช้ชีวิตบางอย่างร่วมกัน ราคาไม่สู้จะแพงนักและเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักชีวิตของคนไทย เท่ากับที่คนไทยได้รู้จักคุ้นเคยกับคนในวัฒนธรรมที่ต่างออกไป และไม่ใช่รู้จักในฐานะบริกรที่ค้อมตัวเพื่อรับค่าทิปในโรงแรมเพียงอย่างเดียวด้วย ทั้งนี้ยังไม่พูดถึงการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวซึ่งย่อมมีผลให้กระจายได้มากกว่าการลอกเลียนวัฒนธรรมโรงแรมชั้นหนึ่งในนิวยอร์กมาปฏิบัติอย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้

ความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของตนนั้นเกิดขึ้นได้จากความเข้าใจ จำเป็นที่จะต้องเร่งเร้าการศึกษาและเข้าใจวัฒนธรรมไทยในหมู่เยาวชนอุทยานประวัติศาสตร์และแหล่งโบราณสถานที่ได้รับการบูรณะควรมีนโยบายในอันที่จะช่วยให้เยาวชนไทยได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เช่น ที่พักราคาถูกไม่ไกลจากอุทยานประวัติศาสตร์ ชนิดที่เด็กนักเรียนสามารถจ่ายได้ มัคคุเทศก์ที่มีความรู้ความสามารถในการอธิบายให้แก่คนไทยควรเป็นเป้าหมายหลักของการอบรมมัคคุเทศก์ ไม่ใช่พื้นความรู้ภาษาต่างประเทศและข้อมูลที่ตายด้านและน่าเบื่อหน่ายสำหรับขายนักท่องเที่ยวฝรั่ง

เราควรเร่งปลูกฝังค่านิยมที่ดีงามของไทยให้แก่คนของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ หรือความซื่อสัตย์ หรือมารยาทอันงาม ทั้งนี้เพราะวัฒนธรรมเหล่านี้ล้วนมีคุณค่าต่อสังคมของเรา นี่น่าจะเป็นเป้าหมายหลักของการโฆษณาทางโทรทัศน์ ไม่ใช่การเน้นแต่คุณค่าของคุณธรรมเหล่านี้ว่าจะนำเงินเข้าประเทศจากนักท่องเที่ยว สถาบันการศึกษาจะมุ่งผลิตผู้ทำงานทางศิลปะที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานอันมีตลาดในหมู่คนไทย เช่น แม่เพลงลำตัด, นายหนังตะลุง, หมอลำ ฯลฯ มากกว่านางรำที่มีไว้ป้อนโรงแรมหรือห้องอาหาร

กล่าวโดยสรุป ยุทธศาสตร์และนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมก็คือ การส่งเสริมค้ำจุนวัฒนธรรมไทย โดยมีเป้าหมายอยู่ที่มหาชนชาวไทย เพื่อให้ชาวไทยเป็นผู้กำกับการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมเหล่านั้นเอง หากวัฒนธรรมไทยเหล่านั้นจะเป็นที่สนใจของคนนอกด้วยก็ไม่มีข้อเสียหายมากนัก แม้ต้องยอมรับวาคนนอกซึ่งเป็นคนมั่งมีย่อมจะต้องเข้ามามีอิทธิพลต่อการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมนั้นๆ บ้าง แต่โดยส่วนใหญ่แล้วยุทธศาสตร์และนโยบายทางวัฒนธรรมเช่นนี้ก็จะช่วยประกันให้เจ้าของวัฒนธรรมได้มีโอกาสกำกับการปรับเปลี่ยนได้มากกว่า

และตราบเท่าที่ยังสามารถกำกับได้ วัฒนธรรมนั้นย่อมสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของผู้คนที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรมอยู่ตราบนั้น

5 ความคิดเห็น:

  1. "กลุ่มที่ 17" แสดงความคิดเห็นเรื่อง"อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกับผลกระทบต่อวัฒนธรรม"
    มีความเห็นว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทยนั้นน่าจะเน้นเรื่องวัฒนธรรมของตนเองมากกว่า น่าจะให้ชาวต่างชาติมาเรียนรู้วัฒนธรรมไทยมากกว่า ไม่น่าจะไปลอกเลียนแบบวัฒนธรรมต่างชาติมันน่าอายมาก แม้ว่าปัจจุบันนี้ วัฒนธรรมต่างชาติจะมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตคนไทยเป็นอย่างมากแต่ว่าลูกหลานคนไทยก็น่าจะรักษาวัฒนธรรมอันดีงามของไทยให้คงอยู่ เพื่อให้ลูกหลานเราในภายภาคหน้า เรียนรู้วัฒนธรรมที่เก่าแก่ของเรา การที่วัฒนธรรมต่างชาติเข้ามามีส่วนในการดำเนินชีวิตแต่ว่าคนไทยก็อย่าเอามามากเกินไป เอาแต่สิ่งที่ดีมาเอาส่วนที่มันไม่ทำงายวัฒนธรรมของชาติตนเองมาใช้นั่นไม่ช่สิ่งที่ผืด ดูความเหมาะสม ดูกาละเทศะ คนไทยเราปลูกฝังให้ลูกหลานเป็นคนดี มีสัมมาคาราวะ มีความรับผิดชอบ แต่คนไทยในปัจจุบันนี้ มีแต่ความโลภ อยากได้เงินทองมากมาย จนทำให้เอาวัฒนธรรมของต่างชาติมาเป็นเครื่องวัดถ้าร้านไหนมีวัฒนธรรมต่างชาติเหมือนชาตของเค้า เค้าก็จะเข้ามาทานอย่างนั้นหรอ แต่ว่าการที่คนต่างชาติมาเที่ยวเป็นเพราะเค้าต้องการเรียนรู้วัฒนธรรมไทย อย่างมาใช้ชีวิตในแบบคนไทยก็ได้ เพราะว่าคนไทยมีประเพณีที่ดีงาม จึงทำให้คนต่างชาติเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยดังนั้นคนไทยทุกคนจงช่วยกันรักษาวัฒนธรรมของชาติไทยให้คงอยู่เพื่อสอนให้คนต่างชาตินั้นซึมซับวัฒนธรรมของ "ชาติไทย" ของเรา เมื่อใดเป็นแบบนี้ได้คิดว่าคนต่างชาติน่าจะเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยมากกว่านี้แน่นอนเพราะขนาดเราเองไปเที่ยวต่างประเทศเราก็ยังอยากรู้วิถีชีวติของคนชาตินั้นๆเลย

    ตอบลบ
  2. กลุ่มที่ 14 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกับผลกระทบต่อวัฒนธรรม


    สังคมไทยเราในปัจจุบันนั้น ส่วนมากเน้นไปในเรื่องทางเศรษฐกิจเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้ก็เพื่อความก้าวหน้าและการพัฒนาของประเทศ โดยการเน้นไปที่เรื่องรายได้ของของผู้ที่มีทุนทรัพย์และกิจการ รวมไปถึงรายได้ของรัฐบาล โดยการรับวัฒนธรรม และการนำเอากิจวัตรของชาวต่างชาติเข้ามาเป็นแนวทางในการประกอบกิจการเพื่อให้ชาวต่างชาติรู้สึกเคยชิน จนทำให้ลืมนึกถึงเรื่องวัฒนธรรมที่เป็นจริงของไทย และประเพณีที่งดงาม ซึ่งเป็นแก่นแท้จริง ๆ ของความเป็นไทย ซึ่งผู้ประกอบกิจการได้ลืมตระหนักไปว่า การอยู่อย่างไทย และทำให้ชาวต่างชาติได้อบอุ่นกับความเป็นไทยนั้น เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่ที่คิดจะกอบโกยผลประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว เพราะการทำอย่างนี้เป็นการสบายใจแค่ชั่วคราว หากว่าชาวต่างชาติเข้ามาเพื่อมองหาความเป็นไทยอย่างแท้จริงแล้วนั้น เช่นนั้นก็จะไม่มีชาวต่างชาติเข้ามาเยี่ยมเยียนประเทศที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นอีกเลย เพราะมันถูกซ่อนโดยคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนไทยด้วยกันนั่นเอง

    ตอบลบ
  3. กลุ่มที่ 16 "ผลกระทบจากการท่องเที่ยวกับวัฒนธรรม"
    มีความคิดเห็นว่า ปัจจุบันเมื่อมีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเริ่มเข้ามาทำให้วิถีชีวิตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่านิยม ความเชื่อก็เริ่มที่จะหาย เมื่อมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย เช่น โลตัส ทำให้เกิดสื่อโฆษณาช่วยตอกย้ำให้คนเราเบี่ยงเบนที่จะเชื่อถือสินค้าชาวต่างชาติมากกว่า โดยที่จะมองข้ามผลิตภัณฑ์ที่คนไทยทำเอง
    ซึ่งเด็กไทยในปัจจุบันก็ไม่สนใจวัฒนธรรม คำสั่งสอนของคนรุ่นเก่า แต่กับให้ความสำคัญต่อสื่อต่างๆ แฟชั่น ก่อให้เกิดการลอกเลียนแบบตามชาวต่างชาติ เช่น การแต่งกายตามแบบเกาหลี การที่ชายหญิงแตะเนื้อต้องตัวกันในที่สาธารณะแบบไม่อายใคร
    การเปลี่ยนแปลงของประเพณี งานฉลอง คนไทยมักจะให้ความสำคัญต่อเทศกาลต่างชาติ เช่น วันวาเลนไทน์ วันคริสมาส มากกว่าประเพณีดั้งเดิมของตนเอง ทำให้ความสัมพันธ์ของวัฒนธรรมกับวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามชาวต่างชาติ
    เราควรที่จะสืบทอดประเพณี และรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมเราไว้ ไม่ว่าจะเป็นคำพูดจากับผู้ใหญ่ การไหว้ซึ่งจะเห็นได้ชัด จากเวลามีพระสงฆ์เดินผ่านจะเห็นได้ว่าน้อยคนที่จะยกมือไหว้ บางคนแทบจะเดินชนพระสงฆ์ด้วยซ้ำ ทุกคนควรที่จะหันมาช่วยกันดูแลรักษาขนบประเพณีเอาไว้ก่อนที่จะไม่มีประเพณีที่งดงามให้บุคคลรุ่นหลังไว้ยึดถือ

    ตอบลบ
  4. กลุ่มที่ 5 --ผลกระทบจากการท่องเที่ยวกับวัฒนธรรม--

    มีความเห็นว่า ผลกระทบของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ง่าย เนื่องจากทุกวันนี้มีการลอกเลียนแบบวฒนธรรมขแงคนต่างชาติมากเกินไป ซึ่งขัดแย้งกับความเป็นจริงทางด้านวิ๔ชีวิตและวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นการกิน การแต่งตัว การใช้ภาษา รวมทั้งกิจกรรมอีกหลายๆอย่างที่เราได้ทำกันทุกวัน จนลืมนึกถึงวัฒนธรรม ประเพณี ที่มีความสำคัญและได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่ช้านาน ซึ่งต้องการให้คนรุ่นหลังช่วยกันอนุรักษ์ให้สืบต่อไป

    ตอบลบ
  5. กลุ่ม9
    มีความเห็นว่า ผลกระทบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต่อวัฒนธรรมนั้น ทำให้ประเทศเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่ารายได้หลักของประเทศไทยนอกจากการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรแล้ว รองลงมาคือการท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาประเทศไทยได้นำเอาวัฒนธรรมของเขามาเผยแพร่สู่ครไทยด้วย เหตุนี้เป็นผลให้วัฒนธรรมที่ดีงามของเราค่อยสูญหายไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย การใช้ภาษา นิสัยใจคอ และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งเหตูเหล่านี้ทำให้เราลืมวิถีชีวิต ประเพณีที่ดีงามไป ซึงหากยังเป็นเช่นนี้อีกต่อไปคนรุ่นหลังคงจะไม่มีวัฒนธรรมที่เป็นของไทยเราแท้ๆเอาไว้สืบทอดต่อไป

    ตอบลบ