วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ใบงานที่ ๔ วันที่ 29 มิ.ย.

๑. สัปดาห์หน้างดเรียน มีงานสำหรับทุกกลุ่ม ให้ไปวัดในวันอาสาฬหาบูชา หรือวันเข้าพรรษา (อย่าไปวัดซ้ำกัน วัดในเชียงใหม่มีเป็นร้อย) เขียนรายงานมา ๒ หน้า และมารายงานหน้าชั้น ถ่ายรูปมาอวดด้วยจ้ะ กลุ่มละ ๕ นาที หัวข้อรายงานแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน กำหนดให้แล้วในห้องเรียน (คะแนนที่ได้จะเอาไปซ่อม คะแนนกลุ่มที่ขาดหายไป หรือได้น้อย)
๒. จันทร์ที่ ๑๓ ก.ค. มี ๔ กลุ่มมานำเสนอหน้าชั้นเรียน - บทที่ ๔, บทที่ ๕, วิจารณ์อีก ๒ กลุ่ม
กลุ่ม ๑๔ นำเสนอบทที่ ๔
กลุ่ม ๑๕ นำเสนอบทที่ ๕
กลุ่ม ๑๒ วิจารณ์การนำเสนอบทที่ ๔
กลุ่ม ๑๓ วิจารณ์การนำเสนอบทที่ ๕

๓. แต่ละกลุ่ม post ความคิดเห็นบทที่ ๔ และบทที่ ๕ ภายในวันเสาร์ที่ ๑๑ ก.ค.

ประกาศ
กลุ่มที่ post หลังกำหนด (หลังเวลาที่อาจารย์กรอกคะแนน) ไม่กรอกคะแนนให้นะคะ ไม่ต้องต่อรอง เอาไว้ทำงานอื่นมาซ่อมก็แล้วกัน

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ความคิดเห็นจากการอ่านบทที่ ๒ และเอกสารอ่านเพิ่มเติม

แต่ละกลุ่ม post ความคิดเห็นท้ายกระทู้นี้ ภายใน ๔ โมงเย็นวันเสาร์

ใบงานที่ ๓ วันที่ ๒๒ มิ.ย.๕๒

๑.อ่านเนื้อหาบทที่ ๒ และเอกสารอ่านเพิ่มเติม (ความเข้าใจสังคมไทยในมุมมองของสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา โดย อานันท์ กาญจนพันธุ์) แล้ว post ความคิดเห็นใน blog ภายใน ๔ โมงเย็นวันเสาร์นี้

๒. สี่กลุ่มเตรียมนำเสนอในหัองเรียนสัปดาห์หน้า
กลุ่ม ๗ นำเสนอบทที่ ๒
กลุ่ม ๑๕ วิจารณ์
กลุ่ม ๑๒ นำเสนอเอกสารอ่านเพิ่มเติม
กลุ่ม ๙ วิจารณ์

๓.ทุกกลุ่มเตรียมมาโต้วาทีในห้องเรียน หัวข้อ “สังคมชนบทกับสังคมเมือง แบบไหนดีกว่ากัน” กลุ่มเลขคี่ เตรียมข้อมูลสนับสนุน สังคมชนบทกลุ่มเลขคู่ เตรียมข้อมูลสนับสนุน สังคมเมือง

๔. ผู้ที่ไม่พอใจคะแนนรายงาน (เดี่ยว) พิพิธภัณฑ์ ให้ทำรายงานมาใหม่ ๕ หน้า เลือกหนึ่งหัวข้อจากหัวข้อต่อไปนี้
สนธิสัญญาเบาวริ่ง, การเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัยรัชกาลที่ ๕, เชียงใหม่วันนี้, วัยรุ่นไทยกับวัฒธรรมเกาหลี, คำเมือง, ประชาธิปไตยไทย, ชาตินิยม, ประตูช้างเผือก, อาณาจักรล้านนา, ชนชั้นในสังคมไทย
ในรายงานในมี ๒ ส่วนในสัดส่วนพอ ๆ กัน (ข้อมูล ข้อเท็จจริง + ความคิดเห็นในการวิเคราะห์วิจารณ์ของนักศึกษา) รายงานที่จะได้คะแนนมาก คือรายงานที่ไม่เหมือนของคนอื่น มีข้อมูลที่น่าสนใจ มีแหล่งอ้างอิง (จากข่าว บทความ ฯลฯ) และมีความคิดเห็นในการวิเคราะห์วิจารณ์ที่น่าสนใจและเป็นตัวของตัวเอง

เกณฑ์การให้คะแนน
๑ ส่งงาน
๒ หน้าตาของรายงานที่แสดงความตั้งใจในการทำงาน - ความเรียบร้อย มีรูปภาพ (ปกไม่ต้องเริ่ด)
๓ มีข้อมูลดี มีการอ้างอิง
๔ เขียนงานดี ไม่วกวน น่าอ่าน
๕ มีการวิเคราะห์วิจารณ์ที่น่าสนใจ

๕.กลุ่มที่ได้คะแนนน้อย คะแนนติดลบ หรือไม่ได้ post ไม่ต้องส่งงานย้อนหลัง ถ้าต้องการแก้คะแนน จะให้ทำรายงานกลุ่มมาส่ง (อาจารย์กำลังคิดหัวข้อ จะแจ้งภายหลังค่ะ)

วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ความคิดเห็นจากการอ่านบทที่ ๓ และเอกสารอ่านเพิ่มเติม

post "ความคิดเห็น" ท้ายกระทู้นี้ (ตามใบงานที่ ๒)

กลุ่มที่ส่งคำตอบของแบบฝึกหัดบทที่ ๑ มาทาง hotmail หากเห็นว่าไม่มีคะแนนส่วนนี้ใน blog หน้า "คะแนนเก็บของแต่ละกลุ่ม" กรุณาส่งมาใหม่ คาดว่า mail box ของอาจารย์มีปัญหา แต่ตอนนี้ได้แก้ไขแล้วค่ะ

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกับผลกระทบต่อวัฒนธรรม

ใน นิธิ เอียวศรีวงศ์ (2538) ผ้าขาวม้า ผ้าซิ่น กางเกงใน และ ฯลฯ (หน้า 63-80). กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์มติชน.

ผลกระทบของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่เห็นได้ง่าย โดยเฉพาะในเขตเมืองและแหล่งท่องเที่ยวซึ่งมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนอยู่มาก

แบบอย่างทางวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยวมีผลต่อวัฒนธรรมของคนท้องถิ่นอย่างเห็นได้ชัด แต่วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ผูกพันกับวิถีชีวิต การลอกเลียนแบบอย่างทางวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยวโดยคนท้องถิ่นจึงเป็นการใช้วัฒนธรรมที่ไม่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นเอง

ความขัดแย้งกันของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่ลอกเลียนจากนักท่องเที่ยวเป็นปัญหากับคนท้องถิ่นและสังคมของคนท้องถิ่นอยู่มาก ดังเช่นห้องอาหารชั้นดีในโรงแรม คอฟฟี่ช็อป ฯลฯ นั้น ส่วนใหญ่แล้วก็อยู่ได้ในทางธุรกิจเพราะการอุดหนุนของคนท้องถิ่น แม้ว่าการสร้างและการจัดการจะอาศัยมาตรฐานที่สามารถรับนักท่องเที่ยวจากประเทศพัฒนาแล้วได้ก็ตาม แต่คนท้องถิ่นส่วนใหญ่ไม่ได้มั่งคั่งเช่นนั้น และไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้บริการที่แพงเช่นนั้นในวิถีชีวิตของตน หากทว่าการเลียนแบบวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยวทำให้จำเป็นต้องดิ้นรนเข้าไปใช้บริการราคาแพงของสถานที่เหล่านั้น ปัญหาอาชญากรรมทั้งในระดับท้องถนนและในสำนักงานของรัฐจึงคิดตามมาอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

แท้ที่จริงแล้วนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวชนิดที่ประเทศไทยได้ดำเนินมาเป็นเวลานานแล้วนี้ เรียกร้องให้มีสถานบริการเหล่านั้นอยู่ด้วย และโดยธรรมชาติของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแล้ว สถานบริการเหล่านั้นจำเป็นต้องมีคนท้องถิ่นเป็นฐานของลูกค้าเสมอ เพราะสภาพของการแข่งขันกันทางธุรกิจทำให้มีสถานบริการเช่นนั้นอยู่จำนวนมากเกินกว่าที่นักท่องเที่ยวจะสามารถซื้อบริการได้หมด การลอกเลียนแบบอย่างทางวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยวโดยคนท้องถิ่นจึงกลับเป็นผลดีต่อสถานบริการเหล่านั้น หากไม่มีแบบอย่างทางวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยวให้ลอกเลียน สถานบริการเหล่านั้นก็ไม่สามารถตั้งอยู่ได้เพราะขาดลูกค้า

การลอกเลียนวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยวจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของธุรกิจท่องเที่ยว คนท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องเคยสัมผัสกับนักท่องเที่ยวโดยตรง แต่การลอกเลียนก็อาจเกิดขึ้นได้ เพราะศิลปะและวัฒนธรรมที่ถูกส่งผ่านสื่อมวลชน, การจัดแสดงสินค้าหรือแฟชั่น, และการโฆษณาสินค้า จะช่วยตอกย้ำให้คนท้องถิ่นลอกเลียนแบบอย่างทางวัฒนธรรมของโลกที่พัฒนาแล้วอยู่ตลอดเวลา

นี่คือการปลูกฝังอุดมการณ์ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเลียนแบบทางวัฒนธรรมซึ่งไม่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตที่เป็นจริงของผู้คนในสังคมคืออุดมการณ์ที่นำไปสู่การพึ่งพา บ้านนอกพึ่งกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมนักท่องเที่ยว และกรุงเทพฯพึ่งพาต่างประเทศซึ่งเป็นผู้ส่งนักท่องเที่ยวเข้ามา และดังที่กล่าวแล้วว่า วัฒนธรรมพึ่งพาเหล่านี้ไม่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตย่อมไม่ตอบสนองความต้องการของชุมชนและสังคม และด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่อำนวยประโยชน์สุขแก่ชุมชนและสังคม

เราอาจกล่าวถึงการรับวัฒนธรรมพึ่งพาที่ไม่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตได้อีกมาก เช่น ดนตรีของวัยรุ่น, หญิงบริการ, โรงแรมราคาแพงลิบลิ่ว, การลดคุณค่าของงานหัตถกรรมพื้นบ้าน ฯลฯ ทั้งหมดเหล่านี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นผลมาจากนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบไทยทั้งสิ้น และก็ได้มีผู้กล่าวถึงผลกระทบของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต่อวัฒนธรรมในแง่นี้มามากแล้ว เพราะฉะนั้นในที่นี้จะไม่นำมากล่าวซ้ำอีก แต่จะพยายามวิเคราะห์ลักษณะความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น

เพราะที่จริงแล้วปัญหาเรื่องผลกระทบทางวัฒนธรรมของการท่องเที่ยวนี้เป็นเรื่องของการถ่ายเททางวัฒนธรรมระหว่างคนสองกลุ่มนั่นอง หากเราเข้าใจลักษณะความสัมพันธ์ของสองวัฒนธรรมนี้ได้อย่างดีแล้ว เราก็อาจจะสามารถจัดการท่องเที่ยวให้มีผลกระทบต่อวัฒนธรรมของคนในบ้านเราอย่างสร้างสรรค์ได้ เพราะแท้ที่จริงแล้ว ตัวอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไม่จำเป็นว่าจะต้องมีผลกระทบในทางลบต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นเสมอไป ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่นโยบายและยุทธศาสตร์การส่งเสริมการท่องเที่ยวต่างหาก

วัฒนธรรมและวิถีชีวิต

วัฒนธรรมคือแบบแผนของพฤติกรรม, ความเชื่อ, รสนิยม และค่านิยม นั่นหมายความว่าพฤติกรรมหลายต่อหลายอย่างของบุคคล, ความเชื่อ, รสนิยมและค่านิยมของบุคคลนั้น กระทำและดำรงอยู่ในแบบแผนอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ต่างคนต่างคิดกระทำขึ้นเองตามใจชอบทั้งหมด เช่น การลอยกระทงนั้น มีแบบแผนที่กำหนดไว้แน่นอนแล้วในเรื่องของเวลา, รูปแบบของกระทง, เครื่องประดับกระทง, การอธิษฐาน ฯลฯ หรือความนิยมว่าการร่ายรำของตัวนางในโขนต้องสำรวจอ่อนช้อยนั้นก็เป็นแบบแผนที่ทั้งผู้ชมและผู้รำมิได้คิดขึ้นเองล้วน ๆ แต่มีอยู่ในสำนึกของคนที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมไทยอยู่แล้ว แบบแผนเหล่านี้เป็นเครื่องมือของความสัมพันธ์ทางสังคม กล่าวคือเพราะคนเป็นสัตว์สังคม ความสัมพันธ์ระหว่างกันจึงเป็นสิ่งจำเป็น

แบบแผนของความสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคมจึงเกิดขึ้นเพื่อจรรโลงสังคมนั้นไว้แบบแผนของความสัมพันธ์ทางสังคมนี้ก็คือวัฒนธรรมนั่นเอง

ไม่จำเป็นว่าความสัมพันธ์ทางสังคมจะเกิดขึ้นได้เฉพาะเมื่อคนสองคนเผชิญหน้ากันเท่านั้น การที่มีผู้ส่งเงินไปช่วยเหลือทหารชายแดนโดยไม่เคยรู้จักทหารเหล่านั้นเลยสักคน ก็เพราะเขาสำนึกว่าเขาและทหารที่ชายแดนมีความสัมพันธ์กันเป็นพิเศษ เนื่องจากต่างเป็นสมาชิกของชาติเดียวกัน ความสำนึกในเรื่องชาติเป็นแบบแผนของความสัมพันธ์ทางสังคมที่สำคัญอย่างหนึ่งของโลกปัจจุบัน และนั่นก็คือความสำนึกในเรื่องชาติเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของโลกปัจจุบัน

แต่แบบแผนความสัมพันธ์ทางสังคมหรือวัฒนธรรมนั้นมิได้ดำรงอยู่ลอย ๆ หากสัมพันธ์อยู่กับวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมหนึ่ง ๆ อย่างแนบแน่น แบบแผนทางพฤติกรรมอย่างหนึ่งเป็นที่ยึดถือและปฏิบัติตามก็เพราะแบบแผนนั้นตอบสนองต่อความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างหนึ่ง ซึ่งเอื้ออำนวยต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมนั้น เช่น ประเพณี “เอาแรง” หรือ “ลงแขก” ก็เป็นวัฒนธรรมที่ตอบสนองต่อสังคมที่ขาดแคลนแรงงานเสรี, เศรษฐกิจเพื่อการยังชีพ และสังคมปิดที่ทุกคนต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อปากท้องถิ่นของคนอื่นทั้งชุมชน ประเพณีจึงตั้งอยู่ได้เพราะมีรากฐานอยู่กับวิถีชีวิตของชุมชนนั้น ๆ

เมื่อใดก็ตามที่วิถีชีวิตเช่นนั้นยุติลงหรือเปลี่ยนแปลงไป ประเพณีดังกล่าวก็จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตนั้นด้วย หรือมิฉะนั้นก็อาจจะต้องสลายไปจนสิ้นเชิง หากมีอำนาจใดที่พยายามทำให้ประเพณีนั้นดำรงอยู่โดยปราศจากรากฐานของวิถีชีวิตแล้ว ก็ยังแต่จะก่อให้เกิดเป็นภาระแก่ผู้ปฏิบัประเพณีนั้น ในขณะที่ประเพณีนั้นก็เหลืออยู่แต่รูปแบบที่ขาดวิญญาณ วัฒนธรรมใด ๆ ที่สร้างสรรค์และมความหมายต่อสังคมได้ จึงต้องเป็นวัฒนธรรมที่สัมพันธ์อยู่กับวิถีชีวิตของสังคมนั้น

สิ่งที่เราหมายกันว่าเป็นวัฒนธรรมไทยนั้น ที่จริงแล้วมีกำเนิดอยู่กับวิถีชีวิตสองชนิดด้วยกัน

วิถีชีวิตอย่างแรก คือวิถีชีวิตของกสิกรในเศรษฐกิจเพื่อการยังชีพอาศัยอยู่ในชุมชนที่ค่อนข้างเปิด กล่าวคือไม่ค่อยได้สัมพันธ์กับชุมชนอื่น ๆ กว้างขวางนัก

วิถีชีวิตอย่างที่สอง คือวิถีชีวิตอย่างที่สอง คือวิถีชีวิตของราชสำนัก ของเทวราชา ซึ่งเน้นความโอ่อ่าหรูและศักดิ์สิทธิ์ ได้รับการหล่อเลี้ยงจากกำลังแรงงานของชาวนาที่เป็นไร่และการผูกขาดการค้าต่างประเทศ

วิถีชีวิตทั้งสองอย่างนี้ได้ผันแปรไปเสียแล้ว นับเป็นเวลากว่าศตวรรษด้วยที่ความเปลี่ยนแปลงได้สั่นคลอนวิถีชีวิตดังกล่าว เหตุฉะนั้นวัฒนธรรมไทยจึงไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งกับที่ หากได้ผันแปรไปตามความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิต เฉกเช่นเดียวกับวัฒนธรรมของสังคมอื่น ๆ แต่ตราบเท่าที่ความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ทางสังคม วัฒนธรรมที่เปลี่ยนรูปโฉมไปนั้นก็ยังสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคน ทั้งนี้เพราะความเปลี่ยนแปลงเช่นนั้นเป็นการ “ปรับตัว” ของวัฒนธรรมให้เข้ากับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป เป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมเช่นนั้นคือ “ผู้บริโภค” ภายใน ซึ่งในที่สุดแล้วก็เป็นผู้กำกับทิศทางของความเปลี่ยนแปลงนั้นเอง ประเพณี, การละเล่น, งานฉลอง, เพลง, การแสดง ฯลฯ ของไทยที่ปรับเปลี่ยนไปตามวิถีชีวิตของคนไทยนั้น มี “ตลาด” คือคนไทยเองเป็นผู้ตัดสินในขั้นสุดท้ายว่าจะรับ ไม่รับรูปโฉมใหม่ของวัฒนธรรมนั้น เพลงที่คนไม่รับก็จะตายไปเอง งานฉลองที่ไม่สอดคล้องกับวิถีของคนไทยก็ไม่มีใครไปร่วมด้วย เป็นต้น

ประเด็นที่ต้องการชี้ให้เห็นในที่นี้คือ ตราบเท่าที่การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมเป็นไปโดยมุ่งไปยังเป้าหมายภายใน ได้แก่คนไทยด้วยกันแล้ว การแก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องก็ยังเกิดขึ้นได้เสมอ และจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขอยู่ตลอดไปด้วย จนกว่าจะเกิดแบบแผนทางวัฒนธรรมที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตหรือความสัมพันธ์ทางสังคมของไทยที่ผันแปรไปเรื่อย ๆ วัฒนธรรมเช่นนั้นจึงมีพลังและมีความหมายต่อชีวิตของผู้คนในเมืองไทย

ในระยะประมาณ ๑ ศตวรรษที่ผ่านมานี้ เราได้เห็นการสุ่มเสี่ยง, การทดลอง, ความสำเร็จและความล้มเหลวของการปรับเปลี่ยนแบบแผนทางวัฒนธรรมไทยด้านต่างๆ เสมอมา หากจะหยิบยกศิลปะการแสดงของไทยมาเป็นตัวอย่างก็จะเห็นได้ชัด

นับตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์แล้วที่เศรษฐกิจของคนในเมืองไทยเริ่มเปลี่ยนแปลง กล่าวคือส่วนของเศรษฐกิจแบบเงินตราเริ่มเข้ามาพ้องพานกับวิถีชีวิตของคนในเขตเมืองมากขึ้น การแสดงของไทยก็เริ่มปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของคนที่เริ่มมีวิถีชีวิตในเศรษฐกิจแบบเงินตรามากขึ้น เช่น คณะละครหรือการแสดงมหรสพอื่นๆ เป็นอาชีพเริ่มเกิดขึ้นนอกออกไปจากฤดูว่างทำนา เสภาอาจมีการขับกันมาแต่โบราณ แต่ก็ยังไม่มีศิลปินที่ขับเสภาเป็นอาชีพโดยตัดขาดจากอาชีพเกษตรกรรมอย่างเด็ดขาด ประมาณต้นรัตนโกสินทร์นี้เองที่เริ่มมีครูเสภาที่ยังชีพด้วยการแสดงและการด้นกลอนเสภาครูให้ลอกเลียนแต่เพียงอย่างเดียว เช่นเดียวกับคณะละครซึ่งเฟื่องฟูขึ้นด้วยอาชีพรับจ้างงานหา (รับจ้างแสดง)

หลังการเปิดประเทศด้วยสนธิสัญญาเบาริง จะพบพัฒนาการที่เข้มข้นขึ้นของการแสดงไทย นับตั้งแต่เกิดรูปแบบใหม่ๆ ที่รับและปรับปรุงมาจากต่างประเทศ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนการแสดงให้ต้องรสนิยมของคนในเมืองซึ่งมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปละครดึกดำบรรพ์, ลิเก, ละครร้อง, จำอวด, ลำตัด ฯลฯ เกิดขึ้นและเป็นที่นิยมของผู้คนในเขตเมือง บางครั้งก็แพร่ออกไปสู่ชนบทมีการปรับเปลี่ยนการแสดงเหล่านี้เพื่อรักษาความนิยมของผู้คนในเมืองไทยซึ่งเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เมื่อเทคนิควิทยาอย่างใหม่แพร่หลายเข้ามา ก็มีการรับเอาเทคนิควิทยาเหล่านี้เข้ามาใช้อย่างมีชีวิตชีวา เราจึงได้เห็นพัฒนาการของลิเกทั้งในเครื่องแต่งกาย, ฉาก, กระบวนรำ ฯลฯ การเกิดขึ้นของเพลงลูกทุ่ง, ภาพยนตร์ไทย, คณะตลกในโทรทัศน์และในคณะเพลงลูกทุ่ง ฯลฯ ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเป็นศิลปะการแสดงที่มีพลังและมีชีวิตชีวา เพราะสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของสังคมไทยอยู่ได้ ส่วนที่ปรับเปลี่ยนไม่ทันหรือไม่ได้ก็ต้องตายไปเอง เช่น ละครดึกดำบรรพ์, ละครร้อง ฯลฯ ได้ตายไปแล้ว และลิเกกำลังตายลง

เราแต่ละคนจะชอบหรือไม่ชอบการแสดงไทยเหล่านี้ ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ปฏิเสธได้ยากว่าการแสดงที่มุ่งไปยัง “ตลาด” ภายในคือคนไทยด้วยกันองเหล่านี้ มีชีวิตวิญญาณที่ทรงพลัง เพราะสามารถปรับเปลี่ยนตนเองได้คล่องแคล่ว หมอลำและหนังตะลุไม่เคยหยุดนิ่งกับที่ มีการทดลองปรับเปลี่ยนเพื่อรักษาความนิยมของผู้คนตลอดมา และแน่นอนว่ามีการทดลองที่ประสบความสำเร็จและมีการทดลองที่ประสบความล้มเหลว สำเร็จก็คือได้รับความนิยมและสามารถรับจ้างได้รายได้งาน ล้มเหลวก็เพราะไม่เป็นที่นิยมและต้องเลิกคณะหรือเปลี่ยนการแสดงเสียใหม่

เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าชีวิตวิญญาณที่ทรงพลังของศิลปะการแสดงไทยนั้นเกิดขึ้นจากการที่ศิลปะการแสดงเหล่านี้ตกอยู่ภายใต้การกำกับของผู้คนในเมืองไทย ซึ่งเป็น “ลูกค้า” ของศิลปะเหล่านี้การปรับเปลี่ยนทั้งหมดก็มุ่งไปสู่การตอบสนอง “ตลาด” ภายในคือมหาชนชาวไทย และขึ้นชื่อว่าวัฒนธรรมไทยแล้ว เราจะลืมไม่ได้เป็นอันขาดว่าย่อมมีรากฐานอยู่ที่มหาชนชาวไทย

การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย โดยมุ่งไปยัง “ตลาด” ภายนอกได้แก่นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้มีวิถีชีวิตเดียวกับไทย คือการทำลายชีวิตวิญญาณที่ทรงพลังของวัฒนธรรมไทยนั่นเอง

ด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่ประหลาดที่จะพบว่า ศิลปะการแสดงของไทยที่ยังมีชีวิตวิญญาณในการปรับเปลี่ยนตัวเองอยู่ได้ คือศิลปะการแสดงที่มุ่งไปยังตลาดภายในคือคนไทยด้วยกันเอง เช่น ภาพยนตร์ไทย ในระยะ ๕-๖ ปีที่ผ่านมานี้ เราได้พบความพยายามของคนในวงการภาพยนตร์ไทยในอันที่จะแหกออกมาจากวัฏจักรของน้ำเน่า(ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ล้ำลึกหรือไม่ก็ตาม) อย่างเต็มที่ และส่วนหนึ่งก็เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านี้ประสบความสำเร็จ แต่ความสำเร็จนั้นก็เกิดขึ้นได้เพราะวิถีชีวิตของคนดูหนังไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงไป อันเป็นเหตุให้เขาไม่รู้สึกชื่นชมกับ “น้ำเน่า” ในหนังไทยได้ต่อไป เพราะฉะนั้นภาพยนตร์ไทยจึงยังเป็นศิลปะการแสดงที่มีชีวิตชีวา ไม่ใช่ศิลปะที่ขาดลมหายใจไปแล้ว เพราะสามารถปรับเปลี่ยนตนเองอย่างมีพลังให้เข้ากับวิถีชีวิตของคนไทยอยู่ได้เช่นเดียวกับเพลงลูกทุ่ง, หมอลำ และละครทีวีของไทย

เปรียบเทียบศิลปะการแสดงของไทยที่ไม่ได้รับการกำกับจากมหาชนชาวไทยเหลือรอดอยู่ได้ด้วยการอุปถันภ์ของรัฐบาลและหน่วยงานราชการ และนำออกเร่ขายนักท่องเที่ยวอยู่ตามโรงแรมและงานแห่ของราชการ ศิลปะการแสดงเหล่านั้นขาดชีวิตวิญญาณที่มีพลังเพียงพอจะปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคมไทยได้อีกแล้ว จึงขาดจิตใจของตนเองที่จะดำรงอยู่อย่างไทเพราะตกอยู่ภายใต้การกำกับของรสนิยมนักท่องเที่ยวที่ไม่มีรากเหง้าอยู่ในวัฒนธรรมไทย

หากเรายกศิลปะการแสดงเหล่านั้นว่าเป็นวัฒนธรรมประจำชาติก็น่าเสียดายที่วัฒนธรรมประจำชาติของเราต้องอาศัยลมหายใจที่เป็นดอลลาร์อเมริกันและเยนญี่ปุ่น จึงเป็นธรรมดาที่ไม่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนไทยอีกต่อไป

เราอาจสรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับวัฒนธรรมได้ว่า ชีวิตวิญญาณอันมีพลังของวัฒนธรรมนั้นขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของวัฒนธรรมกับวิถีชีวิตของผู้คนในสังคม และเพราะวิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ วัฒนธรรมจึงต้องปรับเปลี่ยนตัวเองไปเรื่อย ๆ เช่นกัน แต่การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมโดยยังรักษาชีวิตวิญญาณที่มีพลังอยู่ได้นั้น ต้องกระทำโดยมุ่งจะให้มหาชนชาวไทยเป็นผู้กำกับการปรับเปลี่ยน ต้องปล่อยให้มีการทดลองอย่างค่อนข้างเป็นอิสรเสรี เพราะเป็นทางเดียวที่มหาชนชาวไทยจะมีโอกาสเลือกสรรได้อย่างอิสระเสรี

ความเติบโตของวัฒนธรรมของชาติจึงไม่เกี่ยวอะไรเลยกับความนิยมของคนภายนอกโดยเฉพาะนักท่องเที่ยว การส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทยย่อยมต้องมีเป้าหมายหลักคือมหาชนชาวไทย ความสนใจของนักท่องเที่ยวเป็นไปได้อย่างมากก็แค่ผลพลอยได้เท่านั้น การกลับให้เป้าหมายหลักกลายเป็นผลพลอยได้ และให้ผลพลอยได้กลายเป็นเป้าหมายหลัก ย่อมเป็นการฆ่าวัฒนธรรมให้ขาดจากชีวิตวิญญาณที่มีพลัง

วัฒนธรรมนักท่องเที่ยว: วัฒนธรรมกระฎุมพีที่ขาดความรับผิดชอบ

การท่องเที่ยวเป็นวัฒนธรรมที่เพิ่งเกิดไม่นานนี้ทั้งในตะวันตกและในประเทศไทย ในยุโรปการท่องเที่ยวเริ่มขึ้นในปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ และเฟื่องฟูนับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมา ก่อนหน้านั้นมีการเดินทางเพื่อการค้าขาย เพื่อจาริกแสวงบุญ เพื่อการผจญภัยหรือทำสงคราม แต่ไม่มีการเดินทางเพื่อการเดินทางเหมือนการท่องเที่ยวที่เรารู้จักในปัจจุบัน

การท่องที่ยวในยุโรปเป็นผลผลิตของวัฒนธรรมกระฎุมพีโดยแท้ คนในเมืองซึ่งได้ย่างเข้าสู่ระบบการผลิตแบบทุนนิยมแล้วรู้สึกเบื่อหน่ายต่อชีวิตการงานประจำ, ความจอแจของเมือง, ความซ้ำซากของชีวิต จึงต้องการปลีกตัวออกไปจากสภาพชีวิตเช่นนั้นเป็นการชั่วคราว สิ่งที่นักท่องเที่ยวเรียกร้องในการประกอบ “พิธีกรรม” การท่องเที่ยวของตนก็คือโอกาสที่จะได้ผจญภัย นั่นก็คือการได้ใช้ชีวิตที่ไม่มีแบบแผนกำหนดตายตัวดังที่เคยชินในธุรกิจสมัยใหม่หรือโรงงานอุตสาหกรรม แต่ก็ไม่ใช่การผจญภัยดังนักเผชิญโชคที่เดินทางเร่ร่อนแสวงโชคในสมัยโบราณ เป็นการผจญภัยปลอม ๆ เพื่อให้ผิดจากชีวิตที่คาดได้ทุกเวลานาทีของโลกอุตสาหกรรมเท่านั้น

นักท่องเที่ยวต้องการเสรีภาพ คือเสรีภาพที่จะไม่ต้องทำอะไรตามกฎเกณฑ์ในสังคมของตนเองหรือในระบบการทำงานของตนเอง ความรู้สึกว่าหลุดออกจากข้อบังคับที่กดดันชีวิตตัวทุกวันนั้นได้มาจากการไปให้ไกลเสียจากงานและชีวิตของคน และเพราะการท่องเที่ยวเฟื่องฟูในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ รสนิยมและค่านิยมโรแมนติกจึงครอบงำวัฒนธรรมท่องเที่ยวค่อนข้างสูง การท่องเที่ยวคือการแสวงหาชนบทที่สะอาดบริสุทธิ์ หรือขนบประเพณีที่ไม่เหมือนกับของตน ได้ย่างกรายเข้าไปในอดีตที่ห่างไกลตัวหรือวัฒนธรรมที่ห่างไกลตัว

การผจญภัยปลอม ๆ, เสรีภาพปลอม, และโรแมนติกปลอม ๆ เหล่านี้ยังเป็นอุดมคติของวัฒนธรรมท่องเที่ยวสืบมาจนถึงปัจจุบัน

เหตุที่เรียกว่าปลอม ก็เพราะนักท่องเที่ยวไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านั้นจริง ๆ ท่ามกลางความต้องการผจญภัย นักท่องเที่ยวต้องการความปลอดภัยและความสะดวกสบายจนเกือบเหมือนอยู่บ้านของตนเอง นักเดินทางในสมัยกลางออกจากบ้านเพื่อพเนจรแสวงโชคด้วยห่อผ้าเล็กนิดเดียว แต่ผู้ดีวิกตอเรียนของอังกฤษหรือเจ้าหญิงรัสเซียไปพักร้อนด้วยการขนสมบัติติดตัวไปกับรถม้าต่างหากอีกคันหนึ่ง

ส่วนเสรีภาพที่นักท่องเที่ยวต้องการนั้นจอมปลอมอย่างเห็นได้ชัด ตั๋วเดินทางเที่ยวกลับในกระเป๋าของนักท่องเที่ยวทุกคนฟ้องอยู่แล้วว่าเขาไม่ได้ต้องการหลุดพ้นจากพันธนาการที่ผูกพันชีวิตของเขาไว้อยู่แล้ว ค่านิยมโรแมนติกที่นักท่องเที่ยวยึดถือก็ฉาบฉวยเกินกว่าจะถือเป็นเรื่องจริงจังได้ แนวคิดของโรแมนติกก็คือความพยายามจะเข้าใจวัฒนธรรมที่แตกต่างจากของตนด้วยความชื่นชม นักท่องเที่ยวเพียงแต่ต้องการเห็นสิ่งแปลก ๆ และสิ่งทั้งหลายนั้นมันแปลกอยู่ได้ก็เพราะเราดูมันจากจุดยืนของเราเอง อย่างไรก็ตาม เวลาจำนวนน้อยที่นักท่องเที่ยวให้แก่สังคมไปเยี่ยมเยือนก็ฟ้องให้เห็นอยู่แล้วว่าความต้องการจะเข้าใจวัฒนธรรมของท้องถิ่นจากแง่มุมของเจ้าของวัฒนธรรมนั้นไม่มีอยู่จริงในหมู่นักท่องเที่ยว

แม้ว่าการท่องเที่ยวจะเฟื่องฟูขึ้นยุโรป แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการไปท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้สะดวก เพราะการท่องเที่ยวไปไกลนั้นต้องสิ้นเปลืองมากเกินกว่าคนทั่วไปจะทำได้ ยิ่งการท่องเที่ยวในประเทศโลกที่สามซึ่งอยู่ห่างไกลจากยุโรปตะวันตกและสหรัฐด้วยแล้ว ก็ยิ่งต้องใช้ทุนจำนวนมากขึ้นไปอีก ด้วยเหตุของการเลือกสรรตามธรรมชาติเช่นนี้ นักท่องเที่ยวที่เราพบเห็นจึงเป็นพวกที่มีฐานะเศรษฐกิจค่อนข้างดีเป็นส่วนใหญ่ และดังที่ได้กล่าวแล้วว่าความเติบโตทางเศรษฐกิจของพวกกระฎุมพีทำให้กระฎุมพีสร้างวัฒนธรรมท่องเที่ยวเป็นของตนขึ้นได้

ในประเทศไทยก็เช่นกัน วัฒนธรรมท่องเที่ยวเริ่มขึ้นในราชสำนักก่อนเมื่อรัชกาลที่ ๔ และแพร่หลายเฉพาะในหมู่เจ้านายและชนชั้นสูงอยู่นาน กว่าจะค่อย ๆ ขยายตัวลงมาถึงกระฎุมพีน้อยในสมัยหลังซึ่งมีเงินเหลือพอจะรับวัฒนธรรมท่องเที่ยวของชนชั้นสูงมาใช้ได้

เพราะฉะนั้นในกรณีที่วัฒนธรรมการท่องเที่ยวของกระฎุมพีต้องเผชิญกับวัฒนธรรมท้องถิ่นของประชาชน โดยเฉพาะวัฒนธรรมท้องถิ่นของประเทศในโลกที่สามซึ่งยังไม่พัฒนาทางเศรษฐกิจไปมากนักนั้น จึงไม่มีปัญหาว่าการเผชิญกันของสองวัฒนธรรมนี้เป็นการเผชิญกันอย่างไม่เท่าเทียมกัน เพราะวัฒนธรรมท่องเที่ยวเป็นวัฒนธรรมที่มีกำลังทรัพย์หนุนหลังอย่างมหาศาล สัมพันธ์อยู่กับวัฒนธรรมกระฎุมพีที่ครอบงำสังคมอยู่ในปัจจุบัน จึงได้รับการโฆษณาอุดมการณ์ผ่านสื่อมวลชนทั้งของรัฐบาลและเอกชนอย่างเข้มข้น โอกาสที่วัฒนธรรมท้องถิ่น (ซึ่งในกรณีประเทศไทยมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมของสังคมกสิกรรมเพื่อการยังชีพ) จะรอดพ้นจากการถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมท่องเที่ยวจึงแทบจะเกิดขึ้นไม่ได้ ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อนักท่องเที่ยวต้องการ “ผจญภัย” ทางเพศ กำลังเงินของเขาสามารถหักล้างค่านิยมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเพศของไทยไปได้โดยง่าย

การปรับเปลี่ยนตัวเองของวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ต้องเผชิญหน้ากับวัฒนธรรมท่องเที่ยวอย่างเข้มข้น จึงเป็นไปเพื่อรับใช้วัฒนธรรมการท่องเที่ยว และยิ่งนับวันจะไม่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตสังคมมากขึ้นเพียงนั้น แต่นักท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของตนซึ่งกำกับการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมท้องถิ่นท้องถิ่นก็ไม่ต้องรับผิดชอบต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น แหล่งท่องเที่ยวเป็นเพียงโลกสมมติของเขาซึ่งอำนวยเสรีภาพจอมปลอม, การผจญภัยจอมปลอม และโรแมนติกจอมปลอมให้เป็นการชั่วคราวเท่านั้น ชีวิตจริงของเขาผูกพันอยู่กับวัฒนธรรมในบ้านเมืองของเขา

เสรีภาพจอมปลอม, การผจญภัยจอมปลอม และโรแมนติกจอมปลอมนั้น เพื่อจะได้มาต้องซื้อหาด้วยราคาแพง แต่ความสิ้นเปลืองนี้ไม่ใช่อยู่ที่ผู้ซื้อฝ่ายเดียว ผู้ขายสินค้าจอมปลอมเหล่านี้ก็ต้องสิ้นเปลืองในการผลิตอยู่มากเหมือนกัน การผจญภัยอย่างปลอดภัยที่นักท่องเที่ยวเรียกร้องนั้นเป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นโดยขาดรากฐานทางวัฒนธรรมรองรับทั้งสิ้น

อันที่จริงแล้วความปลอดภัยที่เราได้รับในสังคมของเราเองนั้น ส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่ตำรวจหรือกระบวนการยุติธรรมเป็นผู้อำนวยให้ แต่เพราะเราคุ้นเคยอยู่ในวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของเราเองอยู่มากต่างหาก เช่น เรารู้สึกว่าสถานการณ์ใดควรหลบ สถานการณ์ใดควรหลีก เดินในสวนยางอย่างไรจึงจะไม่ถูกงูกะปะขบ ฯลฯ แต่นักท่องเที่ยวผู้ไม่มีความสัมพันธ์แต่อย่างไรกับระบบวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของท้องถิ่น จะได้ความปลอดภัยมาก็ต้องลงทุนให้มาก นับตั้งแต่การตั้งตำรวจท่องเที่ยว การโฆษณาทางโทรทัศน์ การสร้างรั้วไว้ให้ความปลอดภัยในการอาบแดด ฯลฯ แม้แต่ความสนุกของนักท่องเที่ยวก็ต้องสิ้นเปลืองอย่างมากจึงจะสามารถหยิบยื่นให้แก่คนเหล่านี้ได้ นับตั้งแต่ต้องแปลภาษาให้เข้าใจไปจนถึงการทุ่มเทในด้านสีแสงเสียงให้ตระการตา

ราคาความสิ้นเปลืองทางวัฒนธรรมเพื่อให้สิ่งจอมปลอมทั้งสามแก่นักท่องเที่ยวนั้นมโหฬารและน่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะในที่สุดแล้วก็คือการดัดแปลงวัฒนธรรมเพื่ออำนวยสิ่งจอมปลอมนั้นโดยยอมทำลายคุณค่าเดิมของวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตนั่นเอง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือประเพณีสงกรานต์ในแหล่งท่องเที่ยว เช่น เชียงใหม่ การสาดน้ำประเพณีสงกรานต์เป็นการสมานไมตรีของชุมชน ซึ่งสร้างความสำนึกในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของชุมชนนั้น คนนอกจึงไม่มีที่ของคนในการเล่นสงกรานต์ของชุมชน แต่หากการเล่นสงกรานต์ถูกจัดเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นคนนอกเป็นประเด็นหลักเสียแล้ว สงกรานต์ก็คือเวลาแห่งเสรีภาพจอมปลอมที่ใคร ๆ จะใช้อะไรสาดกันก็ได้ ลวนลามหญิงอย่างไรก็ได้ ขายน้ำและแย่งน้ำกันอย่างไรก็ได้

ความปรารถนาดีต่อกันและกันในชุมชนไม่มีที่ในประเพณีสงกรานต์อีกต่อไป

วัฒนธรรมไทยในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

ความสำนึกในความขัดแย้งของวัฒนธรรมท้องถิ่นและวัฒนธรรมการท่องเที่ยว ตลอดจนความสำนึกในการเสียเปรียบของวัฒนธรรมท้องถิ่นซึ่งต้องเผชิญกับอำนาจเงินของวัฒนธรรมคนรวยที่เป็นนักท่องเที่ยว น่าจะเป็นเครื่องเตือนสติให้เราได้พิทักษ์วัฒนธรรมไทยในยามที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวกันขนานใหญ่นี้

การพิทักษ์ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าพิทักษ์ปกป้องมิให้เกิดการปรับเปลี่ยนในวัฒนธรรมไทย แต่เป็นการพิทักษ์ให้การปรับเปลี่ยนในวัฒนธรรมไทย แต่เป็นการพิทักษ์ให้การปรับเปลี่ยนนั้นเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องและสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของมหาชนชาวไทย ไม่ใช่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของมหาชนชาวไทย ไม่ใช่สัมพันธ์กับนักท่องเที่ยวของคนต่างวัฒนธรรมและสังคม

แต่สิ่งที่เราพบเห็นอยู่เป็นประจำก็คือ การผลักดันให้วัฒนธรรมไทยกลายเป็นสินค้าของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขประเพณี, งานฉลอง, ศิลปะ, หรือแบบแผนความสัมพันธ์ทางสังคมเพื่อให้เป็นที่ถูกใจของนักท่องเที่ยว โดยไม่นำพาว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะพรากวัฒนธรรมออกไปจากวิถีชีวิตของชาวไทยหรือไม่ ดังที่คุณคำหมาน คนไคเคยตั้งข้อสังเกตว่าการแห่เซิ้งบั้งไฟในหน้าหนาวกลางกรุงเป็นสิ่งที่น่าขนแก่วิถีชีวิตของชาวอีสาน แน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้ย่อมทำให้ประเพณีการแห่เซิ้งบั้งไฟไม่มีวิญญาณหรือความหมายที่สัมพันธ์กับเจ้าของวัฒนธรรมเลย

วัฒนธรรมที่ถูกปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตจอมปลอมชั่วคราวของนักท่องเที่ยว ย่อมขาดชีวิตวิญญาณของตนเอง และย่อมไม่มีพลังที่จะจรรโลงสังคมในทางหนึ่งทางใด นอกจากการเปิดโอกาสให้คนหยิบมือหนึ่งได้กอบโกยเงินจากนักท่องเที่ยวเท่านั้น

แม้กล่าวแล้วว่า โดยธรรมชาติแล้ววัฒนธรรมการท่องเที่ยวย่อมเป็นอริและให้ผลในทางลบแก่วัฒนธรรมท้องถิ่น แต่หลังจากที่ได้ลงทุนลงแรงเกี่ยวกับการเปิดประเทศแก่การท่องเที่ยวอย่างขนานใหญ่มาหลายปี คงไม่มีแรงอันใดที่จะขัดขวางมิให้นักท่องเที่ยวไหลเอ่อท่วมท้นบ้านเมืองได้อีกแล้ว นอกจากนี้ก็ไม่จำเป็นด้วยว่าเราต้องจำนนต่อผลในทางลบของวัฒนธรรมการท่องเที่ยวไปจนหมดตัวด้วยความมีสติและสำนึกอันถูกต้องเกี่ยวกับวัฒนธรรมเช่นนี้ เราจะสามารถรักษาพลังที่มีชีวิตชีวาในวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่ต่อไปได้ด้วยยุทธศาสตร์และนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกชนิดหนึ่ง

สิ่งสำคัญที่สุดต้องเริ่มที่การไม่อายความเป็นตัวของเราเอง

มาตรฐานทางวัฒนธรรมนั้นไม่ใช่สิ่งที่สังคมหนึ่งจะหยิบยืมจากอีกสังคมหนึ่งได้ง่าย ๆ เพราะฉะนั้นเราต้องตัดสินคุณค่าของวัฒนธรรมไทยด้วยมาตรฐานไทยอันเป็นมาตรฐานที่เกิดขึ้นโดยสัมพันธ์กับวิถีชีวิตหรือความสัมพันธ์ทางสังคมของไทย และด้วยเหตุดังนั้นจึงย่อมแตกต่างจากมาตรฐานทางวัฒนธรรมของสังคมมั่งคั่งที่ส่งนักท่องเที่ยวมายังเมืองเรา เหตุฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องอับอายที่เมืองของไทยเต็มไปด้วยแม่ค้าหาบเร่ เพราะแม่ค้าหาบเร่สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจของไทยอยู่มาก ปัญหาที่เกิดจากแม่ค้าหาบเร่ในนครใหญ่นั้นแก้ไขได้ แต่ไม่ใช่แก้ด้วยการขจัดแม่ค้าหาบเร่ออกไปจากเมือง

ความไม่อายต่อการเป็นตัวของตัวเองจะช่วยให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแบบไทย เช่น ที่พักนักเดินทางแบบไทย คือการขออาศัยผู้อื่น การรับแขกแบบไทยจะก่อให้เกิดที่พักของนักท่องเที่ยวชนิดที่เจ้าบ้านแบ่งบ้านให้แขกพักอาศัย ร่วมกินอาหารและร่วมใช้ชีวิตบางอย่างร่วมกัน ราคาไม่สู้จะแพงนักและเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักชีวิตของคนไทย เท่ากับที่คนไทยได้รู้จักคุ้นเคยกับคนในวัฒนธรรมที่ต่างออกไป และไม่ใช่รู้จักในฐานะบริกรที่ค้อมตัวเพื่อรับค่าทิปในโรงแรมเพียงอย่างเดียวด้วย ทั้งนี้ยังไม่พูดถึงการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวซึ่งย่อมมีผลให้กระจายได้มากกว่าการลอกเลียนวัฒนธรรมโรงแรมชั้นหนึ่งในนิวยอร์กมาปฏิบัติอย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้

ความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของตนนั้นเกิดขึ้นได้จากความเข้าใจ จำเป็นที่จะต้องเร่งเร้าการศึกษาและเข้าใจวัฒนธรรมไทยในหมู่เยาวชนอุทยานประวัติศาสตร์และแหล่งโบราณสถานที่ได้รับการบูรณะควรมีนโยบายในอันที่จะช่วยให้เยาวชนไทยได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เช่น ที่พักราคาถูกไม่ไกลจากอุทยานประวัติศาสตร์ ชนิดที่เด็กนักเรียนสามารถจ่ายได้ มัคคุเทศก์ที่มีความรู้ความสามารถในการอธิบายให้แก่คนไทยควรเป็นเป้าหมายหลักของการอบรมมัคคุเทศก์ ไม่ใช่พื้นความรู้ภาษาต่างประเทศและข้อมูลที่ตายด้านและน่าเบื่อหน่ายสำหรับขายนักท่องเที่ยวฝรั่ง

เราควรเร่งปลูกฝังค่านิยมที่ดีงามของไทยให้แก่คนของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ หรือความซื่อสัตย์ หรือมารยาทอันงาม ทั้งนี้เพราะวัฒนธรรมเหล่านี้ล้วนมีคุณค่าต่อสังคมของเรา นี่น่าจะเป็นเป้าหมายหลักของการโฆษณาทางโทรทัศน์ ไม่ใช่การเน้นแต่คุณค่าของคุณธรรมเหล่านี้ว่าจะนำเงินเข้าประเทศจากนักท่องเที่ยว สถาบันการศึกษาจะมุ่งผลิตผู้ทำงานทางศิลปะที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานอันมีตลาดในหมู่คนไทย เช่น แม่เพลงลำตัด, นายหนังตะลุง, หมอลำ ฯลฯ มากกว่านางรำที่มีไว้ป้อนโรงแรมหรือห้องอาหาร

กล่าวโดยสรุป ยุทธศาสตร์และนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมก็คือ การส่งเสริมค้ำจุนวัฒนธรรมไทย โดยมีเป้าหมายอยู่ที่มหาชนชาวไทย เพื่อให้ชาวไทยเป็นผู้กำกับการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมเหล่านั้นเอง หากวัฒนธรรมไทยเหล่านั้นจะเป็นที่สนใจของคนนอกด้วยก็ไม่มีข้อเสียหายมากนัก แม้ต้องยอมรับวาคนนอกซึ่งเป็นคนมั่งมีย่อมจะต้องเข้ามามีอิทธิพลต่อการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมนั้นๆ บ้าง แต่โดยส่วนใหญ่แล้วยุทธศาสตร์และนโยบายทางวัฒนธรรมเช่นนี้ก็จะช่วยประกันให้เจ้าของวัฒนธรรมได้มีโอกาสกำกับการปรับเปลี่ยนได้มากกว่า

และตราบเท่าที่ยังสามารถกำกับได้ วัฒนธรรมนั้นย่อมสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของผู้คนที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรมอยู่ตราบนั้น

แด่นักอนุรักษ์ภาษาไทย

บทความใน นิธิ เอียวศรีวงศ์ (2545) คำมีคมว่าด้วย ภาษา วัฒนธรรม และอำนาจ (หน้า 23-29). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน

อาจารย์พงษ์ วิเศษสังข์ หัวหน้าภาควิชาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ สร้างความปั่นป่วนให้เกิดแก่วงการผู้ประกาศตัวว่ารักษาภาษาไทย ด้วยคำอภิปรายของท่านว่า “เรื่องของภาษา วัฒนธรรมเป็นเรื่องไม่ตายตัว สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อย ๆ ถ้าจะพูดถึงวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไม่ได้เลยต้องไปดูในพิพิธภัณฑ์”

เท่านั้นแหละครับ สนุกเลย

คุณดำรง พุฒตาล วุฒิสมาชิก ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าตัวทราบเรื่องดังกล่าวจากคำบอกเล่าอีกทีหนึ่ง และ “จากคำกล่าว (ของอาจารย์พงษ์) สามารถตีความได้ว่า ภาษาไทยเป็นเรื่องโบราณที่ต้องเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ น่าตกใจว่ากำลังจะทำให้โฆษก นักจัดรายการวิทยุ ไม่ระวังการใช้ภาษาไทย แสงว่าอาจารย์คนนี้ไม่ให้ความสำคัญกับภาษาไทย มองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ มองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่มั่นใจว่าอาจารย์ที่สอนทางนิเทศศาสตร์หลายสถาบันเป็นอย่างนี้ด้วยหรือไม่ ทำให้น่าห่วงมาก”

คนที่นำความมาบอกเล่าให้แก่คุณดำรงจะได้ฟังมาเองจริง ๆ หรือไม่ผมก็ไม่แน่ใจ แต่ถ้าตะแกบอกเล่าอย่างเที่ยงตรงจริงแล้ว ยังมองไม่เห็นทางที่คุณดำรงจะ “ตีความ” ไม่เลื่อนเปื้อนขนาดจับมากระเดียดอย่างนั้นได้อย่างไร

แต่ก็นั่นแหละครับ การตีความคำกล่าวใด ๆ ที่เราไม่เห็นด้วยให้เฉไฉไปจากที่เขากล่าวจริง ๆ เพื่อจะได้วิพากษ์วิจารณ์ความเห็นนั้นได้ถนัดถนี่เป็นสิ่งปรกติที่ทำกันในเองไทยเสมอ ๆ คือเป็นวัฒนธรรมที่ยังไม่เข้าพิพิธภัณฑ์ครับ

ที่อาจารย์พงษ์โดนด่าไปฟรี ๆ นั้นไม่สู้กระไรนัก แต่ที่สำคัญกว่าก็คือประเด็นที่ท่านเสนอไม่ได้รับการพิจารณา เพราะไม่ถูกหูผู้ฟังเสียแล้ว ลองถ้าเราตีอะไรที่ไม่ถูกหูให้ตกไปหมด จะเหลือประเด็นอะไรไว้ให้คนไทยได้คิดอีกเล่าครับ

ประเด็นของอาจารย์พงษ์ก็คือ ภาษาเปลี่ยนได้ ทำไมจึงต้องใช้ภาษให้เหมือนเดิมตลอดไป

ผมอยากเสริมด้วยว่า ภาษาไม่เพียงแต่เปลี่ยนได้เท่านั้น ยังต้องเปลี่ยนอย่างไม่มีทางไปหยุดยั้งมันได้เลยด้วยซ้ำ อย่างเช่นคำกล่าวของคุณดำรงเอง (ถ้าหนังสือพิมพ์ถอดเทปมาได้คำต่อคำ) ที่ว่า “ไม่ให้ความสำคัญ กับ ภาษาไทย” ก็เป็นการใช้บุพบทเปลี่ยนไปจากสมัยก่อน

ถ้าไม่จำเป็นภาษาไทยไม่ใช้บุพบท เช่น “กูให้มึง” แต่ถ้าจำเป็นดังคำกล่าวของคุณดำรง โบราณท่านพูดว่าให้ แก่ ไม่ใช่ให้ กับ ซึ่งแปลว่ามีคนอื่นมาร่วมให้ด้วย

แต่เดี๋ยวนี้ผมไม่ค่อยได้ยินหรือได้อ่านใครใช้บุพบทตามหลักโบราณอย่างนี้ และถ้าผมบอกว่าผมฟังคุณดำรงพูดไม่รู้เรื่อง ผมก็ดัดจริตเกินไป เพราะภาษาไทยเปลี่ยนไปจนผมน่าจะคุ้นกับความเปลี่ยนแปลงแค่นี้

อันที่จริงอย่าว่าแต่ผมเลยครับ ผมเชื่อว่าไปพูดอย่างคุณดำรงให้คนสมัยรัชกาลที่ ๔ ฟัง เขาก็รู้เรื่อง เพราะความหมายไม่ได้มาจากบุพบทตัวเดียวนี่ครับ มีคำและความแวดล้อมที่สมองมนุษย์สามารถเดาความหมายได้ไม่ผิดทั้งนั้น นอกจากนี้คนในสมัยนั้นก็ใช้บุพบทปะปนกันไปเหมือนเรานี่แหละ ไม่อย่างนั้นรัชกาลที่ ๔ ท่านจะทรงกำหนดการใช้ “กับ แก่ แต่ ต่อ” ให้รัดกุมในประกาศของท่านทำไม

เหตุใดภาษาจึง ต้อง เปลี่ยน ก็เพราะภาษาจำลองความคิด, ความรู้สึก และโลกทัศน์ของล่ะสิครับ และความคิด, ความรู้สึก และโลกทัศน์ของมนุษย์เปลี่ยนไปตลอดเวลา สิ่งที่จำลองเหล่านี้จะหยุดนิ่งกับที่ได้อย่างไร

สิ่งที่ผมอยากเห็นนักภาษาไทยทำ ไม่ใช่ขึ้นไปนั่งชี้นิ้วประกาศิตว่านั่นถูกโน่นผิด แต่ศึกษาเพื่ออธิบายให้เห็นความเชื่อมโยงของความเปลี่ยนแปลงทางภาษากับความเปลี่ยนแปลงด้านอื่น ๆ ของคนไทย ความรู้อย่างนี้จะทำให้เรามองเห็นว่าคนไทยกำลังเปลี่ยนไปในทิศทางใด หากจะห่วงก็ห่วงตรงนี้เถิดครับ เพราะถ้าเราอยากปรับแก้ความเปลี่ยนแปลง คงต้องคิดทำอะไรมากกว่าเพียงแต่เรียกร้องให้ใช้ภาษาไทยให้ “ถูก” อย่างแน่นอน

นักอนุรักษ์ภาษาไทยส่วนใหญ่ยอมรับว่าภาษาเปลี่ยนแปลงไปแต่ก็มักมีข้อแม้ว่าต้องเปลี่ยนไปในทางที่ตัวเห็นชอบเท่านั้น ไม่อย่างนั้นแล้วถือว่าเป็นภาษาวิบัติ

จึงเหลือแต่เทวดาไม่กี่องค์ที่เปลี่ยนภาษาได้ คนอื่นอยากเปลี่ยนก็เปลี่ยนตามกู ไม่งั้นวิบัติ

โชคดีที่ลักษณะอำนาจนิยมทางภาษาเถลิงอำนาจได้แต่ในโรงเรียนและสื่อของรัฐเท่านั้น หาได้มีอำนาจในสังคมส่วนส่วนอื่นไม่

ใครก็ตามที่เป็นคิดศัพท์ “ภาษาวิบัติ” ขึ้นมาใช้นี่เก่งจริง ๆ เพราะทำให้ใคร ๆ หวาดวิตกกันในเรื่องนี้อยู่เสมอ โดยไม่มีใครสักคนรู้ว่ามันหมายความว่าอะไรกันแน่

ซักไซ้กับบางคนก็นิยามง่าย ๆ ว่าภาษาวิบัติคือกลายเป็นภาษาตาย ไม่มีใครใช้อีกต่อไป เหมือนภาษาในโลกที่ได้ตายไปเป็นพันภาษาและกำลังตายอยู่ในทุกวันนี้อีกปีละหลายสิบภาษา

ทำไม ภาษาถึง “ตาย” ได้ ยังไม่มีคำอธิบายซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปเลย แต่การที่คนเลิกใช้ภาษาใดภาษาหนึ่งในการสื่อสารนั้นมีปัจจัยที่สลับซับซ้อนมาก ทั้งไม่เป็นสากลเสียด้วย คือขึ้นกับเงื่อนไขในแต่ละกรณี

ฉะนั้น จะเอาเหตุการ “ตาย” ของภาษาหนึ่งไปอธิบายการ “ตาย” ของอีกภาษาหนึ่งไม่ได้ ยิ่งเอามาวางเป็นกฎให้ใช้ได้ชั่วกัลป์ปาวาสานยิ่งไม่ได้ใหญ่ เช่น การตายของภาษาก่อนยุคการพิมพ์และหลังยุคการพิมพ์มีปัจจัยที่แตกต่างกันมาก เป็นต้น

ที่พูดอย่างนี้เพื่อเตือนว่า ภาษาไทยก็คืออยู่ภายใต้อานุภาพของพระไตรลักษณ์ คืออาจตายเหมือนภาษาอื่นที่ตายไปแล้วก็ได้ โดยเฉพาะในโลกยุคโลกาภิวัตน์เช่นนี้

แต่ถ้าภาษาไทยจะ “ตาย” ก็คงมีเหตุที่ซับซ้อนกว่าเพียงเพราะนักร้องร้องเพลงไทยไม่ชัดแน่

นักอนุรักษ์ภาษาไทยบางคนอธิบายว่า “ภาษาวิบัติ” หมายถึงใช้ภาษาไทยสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง

ข้อนี้ประหลาดเสียจนไม่น่าเชื่อครับ

การสื่อสารกับคนอื่นเป็นความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์เพราะเราเป็นสัตว์สังคม ถึงใครจะชอบใช้ภาษาพลิกแพลงอย่างไร ก็คงไม่มีใครอยากทำลายผลประโยชน์ที่มีความสำคัญเสมอด้วยชีวิตของตนเอง ด้วยการทำความวิบัติแก่เครื่องมือที่ตัวต้องใช้สื่อสารกับคนอื่น

จะขอข้าวใครกินล่ะครับ

แต่การสื่อสารระหว่างกลุ่มได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยนั้นย่อมเกิดขึ้นเป็นเรื่องปรกติ อุปสรรคของการสื่อสารด้วยภาษาระหว่างกลุ่ม (สถานภาพ, ผลประโยชน์, ทางวัฒนธรรม, หรืออายุ ฯลฯ) มีในทุกภาษา ไม่ว่าจะเสื่อมหรือไม่ก็ตาม

นอกจากนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ถึงภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารอันดีเลิศสักเพียงไหน มนุษย์เราก็มีความคิด, ความรู้สึก และโลกทัศน์ส่วนตนที่สลับซับซ้อนและมีลักษณะเฉพา เสียจนกระทั่งภาษาของคนทั่วไปไม่สามารถรองรับได้หมดจด

ไม่อย่างนั้นเราจะยกย่องวรรณคดีและกวีหรือครับ

ด้วยเหตุดังนั้น ความสามารถในการข้ามอุปสรรคของการสื่อสารจึงเป็นข้อได้เปรียบ คนรวยที่ฟังจนพูดแล้วเข้าใจและรู้สึกได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ทำให้ชีวิตทางสติปัญญาของเขามั่งคั่งขึ้นแน่

คนแก่ที่ฟังภาษาวัยรุ่นได้รู้เรื่องตลอด อย่างน้อยก็ทำให้มีเพื่อคุยเพิ่มขึ้น เพราะไม่สร้างความรำคาญแก่วัยรุ่นที่ต้องคอยถามศัพท์อยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับวัยรุ่นที่สามารถอ่านงานของศรีบูรพาได้ซาบซึ้ง ย่อมทำให้ได้รับรสของความคิดและความรู้สึกที่แตกต่างจากประสบการณ์ปรกติในชีวิตของเขา

ก็ที่ส่งเสริมให้เรียนภาษาอังกฤษกันเหย็ง ๆ อยู่นั้น ไม่ใช่การเสริมสร้างความสามารถใช้ข้ามอุปสรรคของการสื่อสารด้วยภาษาหรอกหรือ

ตรงนี้แหละครับที่ผมคิดว่าความวิบัติไม่ได้เกิดกับภาษาไทยเท่ากับวัยรุ่นไทย เพราะจริงอย่างที่อาจารย์พงษ์กล่าวว่า วัยรุ่นไม่ฟังวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ เพราะใช้ภาษาไทยถึงใจ จะถึงขนาดฟังไม่รู้เรื่องจริงหรือไม่ผมไม่ทราบ

แต่ที่ผมเคยพบอยู่เสมอก็คือ วัยรุ่นไทยจำนวนมากบ่นว่าอ่านพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพไม่รู้หรืออ่านพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๕ ก็ไม่รู้เรื่อง

ผมสังเกต (โดยไม่ได้ศึกษาเก็บข้อมูลจริง) ด้วยว่า ศัพท์วัยรุ่นซึ่งดูเผิน ๆ เหมือนมีมากนัก ที่จริงแล้ววงศัพท์ของวัยรุ่นซึ่งดูเผิน ๆ เหมือนมีมากนั้น แต่ก็ไม่ใช้หรือลืมศัพท์เก่าไปเสีย ซ้ำศัพท์ใหม่ที่สร้างขึ้นก็มักไม่ค่อยมีความหมายชัดแต่เป็นความหมายรัว ๆ ไปหมด

ผมสงสัยเสมอว่า ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่วัยรุ่นไทยอยากจะพูดถึงอย่างชัดเจน, หรืองดงาม, หรืออย่างคมคาย, หรือให้แรงบันดาลใจ, หรือเบิกบานด้วยรสของคำบ้างเลยหรือ ไม่ว่าจะเป็นหนังสักเอง, เพลงสักเพลง, ครูสักคน, หรือแม้แต่ตัวของเขาเอง

อย่างนี้วัยรุ่นไทยก็วิบัติ เพราะไร้ความสามารถที่จะก้าวข้ามอุปสรรคของการสื่อสารทางภาษา ซึ่งเกิดขึ้นเป็นปรกติในทุกภาษา ซ้ำยังยากจนทางภาษาอีกด้วย วรรณคดีไทยก็ไม่เคยอ่าน ภาษาอังกฤษซึ่งมีวรรณคดีอันเลอเลิศก็เรียนกันเพียงไว้เป็นขี้ข้าฝรั่ง

ผมไม่ได้ต้องการชักชวนกันถล่มวัยรุ่นไทย แต่อยากชักชวนให้เรามาช่วยกันวิเคราะห์ว่า เราทำร้ายลูกหลานเราได้ถึงเพียงนี้อย่างไรต่างหาก

ข้อนี้เป็นส่วนที่ผมไม่เห็นด้วยกับความเห็นของอาจารย์พงษ์ทั้งหมด เพราะผมไม่คิดว่าวิทยุกรมประชาฯ ไม่น่าฟังแก่วัยรุ่นเพราะภาที่มีลักษณะแบบแผน แต่คงมีเหตุอื่นๆ อีกมาก ซึ่งไม่ขอกล่าวในที่นี้ แต่ในทางตรงกันข้าม ทำรายการให้น่าฟัง ด้วยภาที่เป็นแบบแผนก็น่าจะได้ เพื่อทำให้เกิดความหลากหลายของการใช้ภาษาในก็มี

ภาษาที่หลากหลายต่างหากที่สำคัญ ถ้าทุกสถานีมีแต่ภาษาวัยรุ่นหมด โอกาสทางภาษาของวัยรุ่นก็แคบเหลือนิดเดียวสิครับ

ภาษาไทยของ พ.ศ.นี้ควรเป็นอย่างไร คงเถียงกันได้ไม่รู้จบ แต่ขอทีเถิดครับที่จะเรียกร้องให้คณะกรรมการ (กลิ่นตุ ๆ) กระจายเสียงแห่งชาติซึ่งจะเกิดขึ้น เข้ามาถืออำนาจบาตรใหญ่ชี้นิ้วสั่งให้กระดกลิ้น จีบปากจีบคอตามรสนิยมส่วนตัวของกรรมการอีกต่อไป

อย่าลืม ๒๐% ของคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นสมบัติของภาคประชาชนไปเสียนะครับ อย่าลิดรอนสิทธิของคนไทยส่วนใหญ่ ซึ่งพูดภาษากรุงเทพฯ ไม่ชัดต่อไปอีกเลย

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ใบงาน ๒ วันที่ ๑๕ มิ.ย.๕๒

๑. อ่านเนื้อหาบทที่ ๓ และเอกสารอ่านเพิ่มเติม ๒ ชิ้น "แด่นักอนุรักษ์ภาษาไทย" "ผลกระทบจากการท่องเที่ยวกับวัฒนธรรม" เขียนโดย ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ แล้ว post ความคิดเห็นใน blog ภายใน 4 โมงเย็นวันเสาร์ที่ ๒๐ มิ.ย. ๕๒ post เป็นกลุ่ม ๆ ละ ครึ่งหน้า

๒. มี นศ. ๔ กลุ่มที่รับผิดชอบเตรียมมานำเสนอ และวิจารณ์การนำเสนอ วันอังคารที่ ๒๓ มิ.ย.
กลุ่ม 11 นำเสนอเนื้อหาบทที่ 3
กลุ่ม 5 วิจารณ์การนำเสนอของกลุ่ม 11
กลุ่ม 8 นำเสนอเอกสารอ่านเพิ่มเติม
กลุ่ม 10 วิจารณ์การนำเสนอของกลุ่มที่ 8

๓. นศ.ส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารอ่านเพิ่มเติม เนื่องจากยังไม่ได้ถ่ายเอกสารอ่านเพิ่มเติมจากต้นฉบับที่อาจารย์ให้ไป (นศ.คนหนึ่งเอาต้นฉบับไปตั้งแต่คาบแรกที่เข้าชั้นเรียน) ขอให้รอถึงวันพฤหัสบดีนี้ อาจารย์จะ post เนื้อหาของเอกสารให้ใน blog นี้

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2552

คะแนนเก็บของแต่ละกลุ่ม

กลุ่มที่ ๑
- ไม่เตรียมการนำเสนอบทที่ ๑ ได้คะแนน -๓
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๑ ได้ ๒ คะแนน
- post ก่อนเรียนบทที่สามได้ ๒ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่สามได้ ๒ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่สองได้ ๒ คะแนน
- นำเสนอบทที่ 4 ได้ 3 คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ 4-5 ได้ 2 คะแนน
- นำเสนอเรื่องเทียนพรรษา ได้ 2
รวม 12


กลุ่มที่ ๒
- ไม่เตรียมการรายงานหน้าชั้นครั้งที่ ๑ ได้คะแนน -๓
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๑ ได้ ๒ คะแนน
- post ก่อนเรียนบทที่สาม ได้ ๒ คะแนน
- โต้วาทีในห้องเรียนได้ ๑ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๒ ได้ ๒ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ 4-5 ได้ 2 คะแนน
รวม 7

กลุ่มที่ ๓
-ไม่เตรียมการรายงานหน้าชั้นครั้งที่ ๑ ได้คะแนน -๓
- แบบฝึกหัดบทที่ ๑ ได้ ๒ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๓ ได้ ๓ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ 4-5 ได้ 2 คะแนน
- นำเสนอเรื่องการทำบุญได้ 3
รวม 7

กลุ่มที่ ๔
- post ก่อนเรียนบทที่ ๑ ได้ ๒ คะแนน
- นำเสนอการดูงานที่พิพิธภัณฑ์หน้าชั้น ได้คะแนน ๓
- ทำแบบฝึกหัดท้ายบทที่ ๑ ได้ ๒ คะแนน
- post ก่อนเรียนบทที่ ๓ ได้ ๒ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๓ ได้ ๓ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๒ ได้ ๒ คะแนน
- post ก่อนเรียนบทที่ 4-5 ได้ 2
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ 4-5 ได้ 2 คะแนน
รวม 18

กลุ่มที่ ๕
- post บทที่ ๑ ได้ ๒ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๑ ได้ ๑ คะแนน
- post ก่อนเรียนบทที่สามได้ ๓ คะแนน
- วิจารณ์กลุ่ม ๑๑ ได้ ๒ (ขาดการรวบรวมความเห็นจาก blog มาอภิปราย)
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๓ ได้ ๒ คะแนน
- post ก่อนเรียนบทที่ ๒ ได้ ๒ คะแนน
- โต้วาที ๑ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๒ ได้ ๒ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ 4-5 ได้ 2 คะแนน
- นำเสนอเรื่องวันอาสาฬหบูชาได้ 3
รวม 20

กลุ่มที่ ๖
- ทำแบบฝึกหัดบท ๑ ได้ ๒ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๓ ได้ ๓ คะแนน
- post ก่อนเรียนบทที่ ๒ ได้ ๒ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๒ ได้ ๒ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ 4-5 ได้ 2 คะแนน
รวม 11

กลุ่มที่ ๗
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๑ ได้ ๒ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่สามได้ ๓ คะแนน
- post ก่อนเรียนบทที่ ๑ ได้ ๑ คะแนน
- นำเสนอบทที่ ๒ ได้ ๓ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๒ ได้ ๒ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ 4-5 ได้ 2 คะแนน
- post ก่อนเรียนบทที่ 4-5 ได้ 2
รวม 15

กลุ่มที่ ๘
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๑ ได้ ๒ คะแนน
- นำเสนอเอกสารอ่านเพิ่มเติมของบทที่สามได้ ๒ คะแนน (นำเสนอดีมาก แต่นำเสนอเพียง ๑ ฉบับ จากเอกสารที่ให้ไป ๒ ฉบับ จึงถูกหักคะแนน)
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๓ ได้ ๓ คะแนน
- โต้วาทีได้ ๑ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ 4-5 ได้ 2 คะแนน
รวม 10

กลุ่มที่ ๙
- แบบฝึกหัดบทที่ ๑ ได้ ๒ คะแนน
- post ก่อนเรียนบทที่สาม ได้ ๓ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่สามได้ ๓ คะแนน
- โต้วาทีได้ ๑ คะแนน
- วิจารณ์กลุ่ม ๑๒ ได้ ๒ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๒ ได้ ๒ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ 4-5 ได้ 2 คะแนน
รวม 15

กลุ่มที่ ๑๐
- แบบฝึกหัดบทที่ ๑ ได้ ๒ คะแนน
- ไม่มาวิจารณ์การนำเสนอของกลุ่ม ๘ ได้คะแนน -๓
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๓ ได้ ๓ คะแนน
- โต้วาที ๑ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๒ ได้ ๒ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ 4-5 ได้ 2 คะแนน
- นำเสนอเรื่องพระสงฆ์ 2009 ได้ 2
รวม 9

กลุ่มที่ ๑๑
- post บทที่ ๑ ได้ ๒ คะแนน
- นำเสนอบทที่ ๓ วัฒนธรรม ได้ ๓ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๑ ได้ ๒ คะแนน
- post ก่อนเรียนบทที่ ๒ ได้ ๒ คะแนน
- โต้วาที ๑ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๒ ได้ ๒ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ 4-5 ได้ 2 คะแนน
- post ก่อนเรียนบทที่ 4-5 ได้ 2
รวม 15

กลุ่มที่ ๑๒
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๑ ได้ ๒ คะแนน - เอาคำถามไปผิด !!!!!
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๓ ได้ ๒ คะแนน
- post ก่อนเรียนบทที่ ๒ ได้ ๒ คะแนน
- โต้วาที ๑ คะแนน
- นำเสนอเอกสารอ่านเพิ่มเติมบทที่ ๔ ได้ ๓ คะแนน..กรอกผิด
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๒ ได้ ๒ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ 4-5 ได้ 2 คะแนน
- วิจารณ์การนำเสนอบทที่ 4 ได้ 1 คะแนน
รวม 15

กลุ่มที่ ๑๓
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๑ ได้ ๒ คะแนน
- post ก่อนเรียนบทที่ ๓ ได้ ๓ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๓ ได้ ๓ คะแนน
- post ก่อนเรียนบทที่ ๒ ได้ ๒ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๒ ได้ ๒ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ 4-5 ได้ 2 คะแนน
- ไม่เตรียมมาวิจารณ์บทที่ 5 ได้ -3 แก้เป็น 0 เพราะกลุ่ม 5 ไม่มานำเสนอ
- นำเสนอเรื่องพุทธศาสนากับพิธีกรรมได้ 2
รวม 16

กลุ่มที่ ๑๔
- post บทที่ ๑ ได้ ๒ คะแนน
- post ก่อนเรียนบทที่ ๓ ได้ ๓ คะแนน
- post ก่อนเรียนบทที่ ๒ ได้ ๒ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๒ ได้ ๒ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ 5 ได้ 2 คะแนน
- post ก่อนเรียนบทที่ 4-5 ได้ 2
- นำเสนอบทที่ 4 ได้ 3 คะแนน (กรอกเพิ่มเพราะกรอกคะแนนสลับกลุ่ม)
รวม 13

กลุ่มที่ ๑๕
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๑ ได้ ๒ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๓ ได้ ๒ คะแนน
- วิจารณ์กลุ่ม ๗ ได้ ๒ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่่ ๒ ได้ ๒ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ 4-5 ได้ 2 คะแนน
- นำเสนอเรื่องศีลธรรมได้ 3 คะแนน
- post ก่อนเรียนบทที่ 4-5 ได้ 2
รวม 15

กลุ่ม ๑๖
- แบบฝึกหัดบทที่ ๑ ได้ ๑ คะแนน
- post ก่อนเรียนบทที่ ๓ ได้ ๓ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๓ ได้ ๓ คะแนน (นศ.๒ คน ศศิมา และวลัยพร)
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๒ ได้ ๒ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ 4-5 ได้ 2 คะแนน
- ไม่นำเสนอบทที่ 5 ได้ -3
รวม 8

กลุ่ม ๑๗
- แบบฝึกหัดบทที่ ๑ ได้ ๒ คะแนน
- post ก่อนเรียนบทที่ ๓ ได้ ๓ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๓ ได้ ๓ คะแนน
- post ก่อนเรียนบทที่ ๒ ได้ ๓ คะแนน
- โต้วาที ๑ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ ๒ ได้ ๒ คะแนน
- ทำแบบฝึกหัดบทที่ 4-5 ได้ 3 คะแนน
รวม 17















เกณฑ์การให้คะแนน:

๑ ทำงานมาส่

๒ มีความตั้งใจทำงาน แต่ยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้า ง

๓ มีการเสนอความคิดเห็น การคิดวิเคราะห์ที่น่าสนใจ เป็นตัวของตัวเอง (ไม่ได้ลอกใครมา)

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ประกาศ

นักศึกษาต่อไปนี้มาเข้าเรียนวันที่ ๑ มิถุนายน (sec 3 15.00-18.00) ที่ผ่านมา แต่ไม่มีรายชื่ออยู่ในใบรายชื่อของอาจารย์ ให้ตรวจสอบการลงทะเบียนของตนเองด้วย

๑. ภานุมาส ศรัพลลา 52134516
๒.เจษฎาพงษ์ สะง่า 51124969

รหัส 52122857 ในใบรายชื่อของอาจารย์เป็น "วิภาวี ถาวงค์" แต่ที่นักศึกษาเขียนมาเป็น "อังคณา ถาวงค์" ตกลงเอาชื่อไหนคะ

คุณศิริลักษณ์ แสนสักหาญ 52134450 ที่มาขอลงทะเบียนเพิ่ม ให้ไปจัดการลงทะเบียนทางคอมพิวเตอร์ให้เรียบร้อย (บอกว่าอาจารย์อนุญาตแล้ว)

รายชื่อกลุ่ม

ให้นักศึกษาตรวจสอบรายชื่อของตัวเองในกลุ่ม ใครมีชื่อซ้ำอยู่ในหลายกลุ่มให้แจ้งแก้ไข ส่วนใครยังไม่มีกลุ่มให้รวมกลุ่มแล้วส่งชื่อมาด้วยค่ะ

กลุ่ม ๑
๑.พีระพงศ์ 52181414
๒.ธวัชชัย 52181511
๓.ศักรินทร์ 52181520
๔.รังสฤษดิ์ 52181217
๕.ณัฐดนัย 52181506
๖.จุธรณัฐ 52181503
๗.อรุณโรจน์ 52181525
๘.วีระชัย 52181519

กลุ่ม ๒
๑.นุชจรินทร์ 52181533
๒.เบญจวรรณ 52181534
๓.พัชราภรณ์ 52181536
๔.ศิริวรรณ 52181540
๕.ธัญรดา 52181531
๖.ปาริชาติ 52181535
๗.สุนันยา 52181543
๘.วีรพร 52121844

กลุ่ม ๓
๑.เสาวภา 52181547
๒.สุภาพร 52181545
๓.อุบลนภา 52181550
๔.แสงเดือน 52181548
๕.อรพรรณ 52181549
๖.สิริพร 52181542
๗.วราพงษ์ชัย 52181518
๘.ชุมแพ 52181505

กลุ่ม ๔
๑.ชุติพงษ์ 51171347
๒.จีรวัฒน์ 51171346
๓.ดลวีย์ 51171348
๔.นรินทร์ 51171349
๕.ชนุตพร 51171310
๖.สุดารัตน์ 51171339
๗.เกศรินทร์ 51171305
๘.สาวิตตรี 51171337
๙.สุทธิพงษ์ 51171353

กลุ่ม ๕
๑.สุธีร์ 51181788
๒.พิสุทธิ์ 51181779
๓.กฤติกา 51171402
๔.ผกานันท์ 51171421
๕.วีณา 51171433
๖.ชไมภรณ์ 51182505
๗.เกรีติพงศ์ 51171441
๘.ธเนตร 52181510

กลุ่ม ๖
๑.ศุภลักษณ์ 52181541
๒.สรายุทธ 52181521
๓.กัญญปพัชร์ 52181528
๔.พุฒิพงษ์ 52181515
๕.ณัฐพงษ์ 52181507
๖.รุ่งอรุณ
๗.ณัฐพล 52181508
๘.เบญจรงค์ 52181513

กลุ่ม ๗
๑.ฐิติชัย 51124036
๒.ณัฐวุฒิ 51124039
๓.อดิศักดิ์ 51124054
๔.ธนพูน 51124042
๕.ประกายดาว 51124013
๖.นพดล 51182440
๗.ณัฐวุติ 51124974
๘.เจษฎพงษ์ 51124969

กลุ่ม ๘
๑.รัฐพล ร51182245
๒.อรทัย 51181230
๓.กมลภู 52125001
๔.ภูวดล 52125123
๕.จิตราวุฒิ 52172603
๖.มนูญ 52172616
๗.เอกลักษณ์ 52122935
๘.วิชุดา 52171757
๙.วิภาวี 52122857
๑๐.จีระศักดิ์ 52172604

กลุ่ม ๙
๑.อำนาจ 51181795
๒.ศราวุธ 51181786
๓.พงษ์หิรัญ 51181790
๔.อธิวัฒน์ 511817790
๕.ขวัญมงคล 51181757
๖.ศิวิตา 51171225
๗.สถาพร 51181787
๘.จิรพงษ์ 51181759

กลุ่ม ๑๐
๑. จิตรา 52124225
๒.ธารารัตน์ 52124228
๓.สุพรรษา
๔.จิราภรณ์ 52121712
๕.จันทมณี 52121710
๖.วิไลวรรณ 52121244
๗.ชลธิชา 52121715
๘.พิมพ์นภา 52121733

กลุ่ม ๑๑
๑.วิลาสินี 51124633
๒.ดรุณี 51124609
๓.ศรัญญา 51123526
๔.นันชารินี 51123411
๕.ลลิตา 51123426
๖.พรพรณณี 51141216
๗.ปภัสสร 51141213
๘.พนม 5181778

กลุ่ม ๑๒
๑.เกตุนภา 52134524
๒.ศิริลักษณ์ 52134450
๓.หม่า 51184060
๔.อภิชาติ 51184147
๕.เมวิกา 51184113
๖.แคทรียา 51184102
๗.ภานุมาส 52134516
๘.อุบลวรรณ 52122561
๙.เอมมิกา 52122562
๑๐.อัณณพ 51171453
๑๑.สุทธิชัย 51171451
๑๒.จักรพงษ์ 52124002
๑๓.นนท์ชัย 52174110

กลุ่ม ๑๓
๑.สายสุนี 52125348
๒.สุกัญญา 52125350
๓.มาลี 52125342
๔.ประกิต 52125305
๕.นัทดาภรณ์ 52181622
๖.จิราพร 52125322
๗.มินตรา 52122856
๘.เมธินี 52172846
๙.อภินนันท์ 52125137
๑๐.ณัฐวุฒฺ 52125302

กลุ่ม ๑๔
๑.สานิต 52181522
๒.ชนินทร์ 52171755
๓.พิษณุ 52125121
๔.กนกภรณ์ 52181526

กลุ่ม ๑๕
๑.กานต์พิชชา51171702
๒.นภาพร51171706
๓.มัณฑนา51171716
๔.วชิราภรณ์51171720
๕.อัจฉรา51171727
๖.นภาพรรณ51124814
๗.พิฑูร51171737
๘.สุทิน51171748

กลุ่ม ๑๖
๑.ศศิมา 51182523
๒.สุพรรษา 52181544
๓.วิลัยพร 52174117
๔.อดิศร 52181524
๕.สมชาติ 51181800
๖.อรุพร 52171350
๗.พัชราภรณ์ 52171338

กลุ่ม ๑๗
๑.อาทิตย์ 51183247
๒.นิรันดร์ 51183222
๓.อนิรุทน์ 51183250
๔.ณัฏฐพล 52134409
๕.เกลียววลี 51183202
๖.สายขวัญ 51183208
๗.หรัญญา 51183209
๘.ปวีณา 51183205
๙.ศิริรัตน์ 51123616
๑๐.ณัฐพงษ์ 51183219
๑๑.ศุภารักษ์ 51183207

ใบงาน ๑ วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๒

๑. ให้นักศึกษาหาเวลาไปดูงานที่พิพิธภัณฑ์เชียงใหม่ (หลังอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เปิดทุกวัน ๙.๐๐-๑๗.๐๐ ปิดวันจันทร์)

๒.วันจันทร์ที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๒ (งดสอน) ให้ใช้เวลาทำรายงานการดูงานที่พิพิธภัณฑ์ (รายงานเดี่ยว อย่างน้อย ๕ หน้า) ให้ส่งรายงานให้หัวหน้ากลุ่ม ๖ ภายในวันศุกร์ที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๒- ให้รายงานว่าได้เรียนรู้อะไรจากพิพิธภัณฑ์บ้าง- สิ่งที่ได้เรียนรู้จากพิพิธภัณฑ์เหมือนหรือต่างอย่างไรกับเนื้อหาในหนังสือเรียน (บทที่ ๑)- สิ่งได้เรียนรู้จากพพิธภัณฑ์เหมือนหรือต่างอย่างไรจากสิ่งที่เคยรับรู้มาก่อน

๓. ให้อ่านเนื้อหาบทที่ ๑ แล้วให้แต่ละกลุ่มเขียนความคิดเห็นจากการอ่านลงใน blog นี้ (ภายใต้หัวข้อความคิดเห็นจากการอ่านบทที่ ๑) ภายใน 4 โมงเย็นของวันเสาร์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๒ กลุ่มละไม่เกินครึ่งหน้ากระดาษ

๔. กลุ่มที่ ๑ เตรียมนำเสนอเนื้อหาให้หนังสือบทที่ ๑ และกลุ่มที่ ??? (๒ หรือ ๓ จำไม่ได้) เตรียมนำเสนอรายงานการดูงานที่พิพิธภัณฑ์ มีเวลานำเสนอกลุ่มละ ๒๐ นาที (นำเสนอวันจันทร์ที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๒)

๕. ให้กลุ่มที่ ??? (๒ หรือ ๓ จำไม่ได้) เตรียมตั้งคำถามและวิจารณ์การนำเสนอของกลุ่มที่ ๑ โดยให้รวบรวมความคิดเห็นของเพื่อน ๆ ที่ post ลง blog มารายงานด้วย ใช้เวลา ๑๐ นาที (เสนอวันจันทร์ที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๒)

๖. ให้กลุ่มที่ ๔ เตรียมตั้งคำถามและวิจารณ์การนำเสนอของกลุ่มที่ ??? (๒ หรือ ๓ จำไม่ได้) โดยให้รวบรวมรายงานของเพื่อนในชั้นเรียนภายในวันศุกร์ที่ ๑๒ มิถุนายน (หรือตามแต่จะตกลงกัน) แล้วประมวลข้อมูลจากรายงานมานำเสนอด้วย (เสนอวันจันทร์ที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๒) รวบรวมรายงานมาส่งครูในห้องเรียนวันจันทร์ที่ ๑๕ มิถุนายน


รายชื่อกลุ่ม ๑
๑.พีระพงศ์ 52181414
๒.ธวัชชัย 52181511
๓.ศักรินทร์ 52181520
๔.รังสฤษดิ์ 52181217
๕.ณัฐดนัย 52181506
๖.จุธรณัฐ 52181503
๗.อรุณโรจน์ 52181525
๘.วีระชัย 52181519

กลุ่ม ๒
๑.นุชจรินทร์ 52181533
๒.เบญจวรรณ 52181534
๓.พัชราภรณ์ 52181536
๔.ศิริวรรณ 52181540
๕.ธัญรดา 52181531
๖.ปาริชาติ 52181535
๗.สุนันยา 52181543
๘.วีรพร 52121844

กลุ่ม ๓
๑.เสาวภา 52181547
๒.สุภาพร 52181545
๓.อุบลนภา 52181550
๔.แสงเดือน 52181548
๕.อรพรรณ 52181549
๖.สิริพร 52181542
๗.วราพงษ์ชัย 52181518
๘.ชุมแพ 52181505

กลุ่ม ๔
๑.ชุติพงษ์ 51171347
๒.จีรวัฒน์ 51171346
๓.ดลวีย์ 51171348
๔.นรินทร์ 51171349
๕.ชนุตพร 51171310
๖.สุดารัตน์ 51171339
๗.เกศรินทร์ 51171305
๘.ศศิวิมล 51171335